3.ด้านการค้าผ่านภาษีศุลกากร (Tariff) โดยใช้อัตราภาษีนำเข้าสูงเป็นเครื่องมือสร้างรายได้และเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้า เปลี่ยนจากที่เคยเป็นผู้นำผลักดันระบบการค้าเสรีและกระแสโลกาภิวัฒน์ สู่แนวคิดพาณิชย์นิยม (Mercantilism) และเล็งตั้งอัตราภาษีศุลกากรโดยรวมให้สูงถึง 15-20% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบศตวรรษ กดดันให้ประเทศคู่ค้า ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกมายังตลาดสหรัฐฯ เร่งเข้าสู่การเจรจาหวังลดอัตราภาษีที่สูงมากให้ต่ำลง
4.ด้านการเงิน (Dollar) โดยบริหารจัดการค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อ่อนค่าลง ขณะที่ยังสามารถรักษาความเชื่อมั่นและสถานะการเป็นสกุลเงินสำรองของโลกไว้ได้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากที่สุดของสหรัฐฯ เพราะส่วนหนึ่งต้องอาศัยผลลัพธ์จากการแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของหลายประเทศที่เกินดุลการค้าเรื้อรัง ซึ่งจะช่วยลดความต้องการสะสมทุนสำรองในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และช่วยให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับอ่อนค่าได้อย่างมีเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับสกุลเงินของคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ (Trade-Weighted Dollar Index) ในระยะยาว
TISCO ESU ประเมินว่า แม้นโยบายดังกล่าวจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนและตั้งอยู่บนความพยายามพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างฉับพลันและรุนแรง แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการตอบโต้ของประเทศคู่แข่งทางเศรษฐกิจ เช่น จีน และแรงสั่นสะเทือนจากตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะแรงเทขายในตลาดพันธบัตรและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่หนักหนา และทำให้สหรัฐฯ ต้องถอยกลับมาตั้งหลักก่อน
"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งพลิกโฉมเศรษฐกิจ คือ ปัญหา “หนี้สาธารณะ” ที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับอันตรายแตะ 36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 120% ของ GDP และมีแนวโน้มทะลุ 200% ภายในปี 2593 ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ส่งผลให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการให้กู้ยืมผ่านตลาดพันธบัตร และในรูปแบบเงินทุนผ่านตลาดหุ้น ส่งผลให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในบริษัทอเมริกันพุ่งขึ้นจากไม่ถึง 8% ใน 20 กว่าปีก่อน เป็นกว่า 18% หรือกล่าวได้ว่าราว 1 ใน 5 ของความเป็นเจ้าของกิจการในประเทศ ได้ตกไปอยู่กับต่างชาติ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งครั้งหนึ่งนักลงทุนในตำนานอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ถึงกับเคยเปรียบเปรยไว้ว่าไม่ต่างกับการขายชาติ (Selling the nation) เลยทีเดียว” นายธนธัช กล่าวสรุป