นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมี.ค.2568 คาดว่าจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับเดือนก.พ.2568 ส่วนเงินเฟ้อไตรมาสแรก คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.1-1.2% เพราะฐานปีที่แล้วต่ำ ส่วนไตรมาส 2 คาดเพิ่ม 0.5% เพราะฐานปีที่แล้วเริ่มขยับสูงขึ้น
โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 29.92 บาทต่อลิตร การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของ
ภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน และวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าเกษตรบางชนิดราคายังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะพืชสวน เช่น กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ขั้นกลางหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น เช่น กาแฟ น้ำมันพืช และกะทิ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ประกอบด้วย การลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้า และคาดว่าจะส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ขณะที่ในปี 2568 สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 อยู่ระหว่าง 0.3 -1.3% ค่ากลาง 0.8% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง
ส่วนนโยบายทรัมป์ 2.0 จะมีผลต่อเงินเฟ้อหรือไม่นั้นทาง สนค.ได้เกาะติดสถานการณ์มาโดยตลอด ขณะนี้ยังไม่มีผลต่อเงินเฟ้อ แต่ก็คาดการณ์ได้ยาก เพราะไม่รู้ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจะประกาศนโยบายอะไรอีก คงต้องรอดูวันที่ 1 เม.ย.68 ที่ทีมงานของทรัมป์ส่งข้อมูลให้ทรัมป์พิจารณา อย่างไรก็ตาม สนค.ได้เตรียมรับมืออยู่แล้ว โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐในอันดับที่ 11 ก็ต้องพิจารณาเรื่องสินค้าที่จะสามารถนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มเติม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง รวมถึงอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐก็สูงกว่าสหรัฐเก็บภาษีสินค้าไทย รวมทั้งนักลงทุนไทยไปลงในสหรัฐมากขึ้น