ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ท่ามกลางรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดก็ทยอยคลายกังวลประเด็นสงครามการค้าลงบ้าง หลังมีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าบางรายการ เช่น กลุ่มยานยนต์ จากเม็กซิโกและแคนาดา
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินยูโร (EUR) ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ตามการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวลง สู่โซน 104.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 104.2-105.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง อีกทั้งบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ทยอยปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาทองคำก็ยังพอได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวแถวโซน 2,920-2,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ท่ามกลางความเสี่ยงผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะทำให้ ECB เดินหน้าลดดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) เพิ่มเติมอีก 25bps สู่ระดับ 2.50% และมีโอกาสที่ ECB จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม สอดคล้องกับมุมมองของเราที่คาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยต่อได้จนถึงระดับ 2.00% หรืออาจต่ำกว่า หากจำเป็น
ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของเวียดนาม อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดการส่งออก (Exports) รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนาม ที่อาจยังคงสามารถขยายตัวได้ราว +6% ต่อปี
และในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ หลังยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากผลกระทบของการปรับลดการจ้างงานของรัฐบาลสหรัฐฯ โดย DOGE นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways และยังไม่สามารถกลับไปอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลประเด็นสงครามการค้า จากการที่ทางการสหรัฐฯ อาจเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าบางรายงานจากเม็กซิโกและแคนาดา อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทก็เสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลงได้ทุกเมื่อ หากตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้ ต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะตัดสินใจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรปหรือไม่ เนื่องจากในช่วงนี้ เงินยูโร (EUR) ได้ทยอยแข็งค่าขึ้นพอสมควร ตอบรับความหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่เยอรมนี รวมถึงการปรับสถานะ Short EUR (มองเงินยูโรอ่อนค่าลง) ของผู้เล่นในตลาด ทำให้เงินยูโรก็เสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากเผชิญปัจจัยกดดันเพิ่มเติม
ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า แม้เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง จากประเด็นนโยบายกีดกันทางการค้า แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่รุนแรงมากนัก ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นได้ หรือ อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways แต่หากมีปัจจัยที่กดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลงหนัก เข้าสู่ช่วงการปรับฐานอีกครั้ง ก็อาจยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า และโฟลว์ธุรกรรมน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงนี้ ทำให้เงินบาทยังคงมีแนวโน้มแถว 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 33.80 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 34.00 บาทต่อดอลลาร์)
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.80 บาท/ดอลลาร์