การส่งออกขยายตัวได้ดีในตลาดสหรัฐฯ และ CLMV
หากพิจารณาการส่งออกรายตลาดหลัก พบว่า (1) ตลาดฮ่องกงยังคงหดตัว -17% รุนแรงขึ้นจาก -10.3% ในเดือนก่อน โดยสินค้าส่งออกสำคัญไปฮ่องกงหดตัวมากขึ้นเป็น 12 จาก 15 รายการ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หดตัวรุนแรงขึ้น -37.9% จาก -28.6 ในเดือนก่อน และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่พลิกกลับมาหดตัว -75.6% หลังจากขยายตัว 33.7% ในเดือนก่อน (2) ตลาดญี่ปุ่นหดตัว -5.5% แม้จะหดตัวน้อยลงจาก -11.3% ในเดือนก่อน แต่ตลาดนี้หดตัวติดต่อกันนาน 8 เดือนแล้ว โดยเฉพาะรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่พลิกกลับมาหดตัว 9.9% จากขยายตัว 9.1% ในเดือนก่อนหน้า
ขณะที่อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางหดตัวนาน 7 เดือนติดต่อกัน (3) ตลาดจีนกลับมาหดตัว -7.8% หลังจากขยายตัว 6.7% ในเดือนก่อน โดยส่วนมากจากผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเหล็กและผลิตภัณฑ์ที่หดตัว -21.6%, -45.9% และ -20.8% ตามลำดับ (4) ตลาดสหรัฐฯ ขยายสูงขึ้นมาก 18.1% เทียบ 3% ในเดือนก่อน ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และแผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้าที่ขยายตัว 95.5%, 14%, 15.2%, 32.7% และ 7.6% ตามลำดับ (5) ตลาด CLMV ชะลอตัวเล็กน้อยเป็น 8.3% จากการส่งออกไปเมียนมาและลาวที่หดตัว -24.4% และ -4.3% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกไปเวียดนามชะลอตัวลงอย่างมากที่ 2% จาก 22.3% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกไปกัมพูชายังขยายตัวดีที่ 53.9% โดยเฉพาะทองคำที่ขยายตัวมากถึง 971.2%
แม้การนำเข้าจะยังขยายตัวสูง แต่ไทยกลับมาเกินดุลการค้า 2 เดือนติดต่อกัน
มูลค่าการนำเข้าสินค้าในเดือน ก.ย. อยู่ที่ 25,588.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูง 9.9% นับเป็นการขยายตัวสูงติดต่อกันแล้ว 4 เดือน โดยการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวสูง 25.7% 13.8% และ 9.7% ตามลำดับ ขณะที่การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งหดตัวแรงต่อเนื่อง -36.6% เทียบ -23.8% ในเดือนก่อน และการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงพลิกกลับมาหดตัว -11.3% อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าระบบศุลกากรในเดือนนี้เกินดุลติดต่อกัน 2 เดือนอยู่ที่ 394.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ภาพรวม 3 ไตรมาสแรกของปี 2024 ดุลการค้าไทยยังคงขาดดุล -5,956.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่งออกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่เคยมองไว้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน
SCB EIC มองแนวโน้มมูลค่าการส่งออกไทยปีนี้และปีหน้าจะขยายตัว 2.6% และ 2.8% ตามลำดับ (ประเมิน ณ เดือน ส.ค.) อย่างไรก็ดี ตัวเลขส่งออก 2 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวได้สูงกว่าที่ SCB EIC คาดการณ์ไว้และสูงกว่ามุมมองตลาดมาก ส่วนหนึ่งจากการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น ส่งผลให้มูลค่าส่งออกในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2024 ขยายตัวถึง 3.9% (ตัวเลขระบบศุลกากร) ประกอบกับมูลค่าการส่งออกในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องจากผลของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้นและปัจจัยฐานที่ค่อนข้างต่ำ มูลค่าการส่งออกปีนี้จึงมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าประมาณการเดิมที่ 2.6%
อย่างไรก็ดี แรงส่งมูลค่าการส่งออก (ไม่รวมผลของปัจจัยฐาน) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากพิจารณาในรูป %MOM_SA อาจขยายตัวไม่ดีนักจากปัจจัยกดดันรอบด้าน เช่น
1) เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากครึ่งแรกของปี โดยเฉพาะภาคการผลิตที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการค้าโลกสูงหดตัว สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตโลกที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 นอกจากนี้ องค์ประกอบของดัชนี PMI ที่สะท้อนอนาคต เช่น ยอดคำสั่งซื้อใหม่และคาดการณ์ปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลง ในระยะข้างหน้าจะมีปัจจัยลบกดดันเศรษฐกิจและการค้าโลกมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในหลายพื้นที่มีความยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นที่อาจทำให้ค่าระวางเรือกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง และมาตรการกีดกันการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ
2) China overcapacity ทำให้จีนส่งออกตลาดโลกเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากอุปสงค์ในจีนยังซบเซา ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจีน ทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก
3) อินเดียยกเลิกการห้ามส่งออกข้าว หลังจากควบคุมการส่งออกข้าวมาตั้งแต่ ก.ค. 2023 อาจส่งผลให้ราคาและปริมาณข้าวไทยส่งออกลดลง เนื่องจากอุปทานข้าวในตลาดโลกที่มากขึ้น และไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวที่ได้เพิ่มมากลับคืนให้อินเดีย
4) ภัยธรรมชาติและสภาพอากาศแปรปรวน สถานการณ์น้ำท่วมในบางภูมิภาคของไทยเริ่มคลี่คลาย พื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับภัยน้ำท่วมในอดีต โดยเบื้องต้น SCB EIC ประเมินมูลค่าความเสียหายน้ำท่วมในภาคเกษตรราว 4,700 ล้านบาท โดยหลักมาจากพื้นที่ปลูกข้าวที่คาดว่าจะเสียหาย 0.8 ล้านไร่ ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.7% ของพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งจะกระทบการส่งออกข้าว
5) ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 1) แนวโน้มอุปสงค์น้ำมันโลกลดลงโดยเฉพาะจีน 2) การเพิ่มการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ 3) ความกังวลอุปทานน้ำมันลดลงหลังจากอิสราเอลยืนยันว่าจะไม่โจมตีโรงงานน้ำมันของอิหร่าน 4) ตลาดคาดการณ์ว่าในปี 2024 จะมีอุปทานน้ำมันในตลาดโลกเกินความต้องการ (เกินดุล) ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและสินค้าที่เกี่ยวข้องเช่น พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์
6) ค่าเงินบาทผันผวน อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย และรายได้หรือกำไรในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกไทย (เงินบาทแข็งค่ามากถึง 9% ภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา หรือแข็งค่า 4.6% นับตั้งแต่ต้นปี)