ขณะเดียวกัน รายได้จากการให้บริการเช่าโรงงาน และ คลังสินค้าในนิคมอุตสาหกรรมขยายตัว รวมถึงรายได้จากค่าบริการพื้นที่ส่วนกลาง และ ระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income นั้น มีแนวโน้มขยายตัวเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบกับฐานลูกค้าเดิมมีกิจกรรมการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนรายได้กลุ่มธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเป็น 25% ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่ผลการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น
“ภาพรวมไตรมาสแรกของปีนี้ เราประเมินว่า ผลการดำเนินงาน มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีจากปัจจัยเชิงบวกของยอดขายที่ดิน ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีความคึกคักมากขึ้น หลังจากนักลงทุนต่างชาติให้การตอบรับที่ดีและเชื่อมั่นในศักยภาพของนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองที่โดดเด่นด้านทำเลที่ตั้งของโครงการและระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการให้บริการแบบ one stop service ทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกในการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย” นายพีระ กล่าว