นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลและพึงระวังสำหรับกรณีการลักลอบนำเข้าสินค้าปริมาณจำนวนมาก และมีกลวิธีต่างๆ ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐตรวจจับไม่ได้ แล้วนำมาจัดเก็บไว้ในโกดังประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็นว่าต้นทางสินค้าเหล่านี้แทนที่จะอยู่นอกประเทศกลับมาอยู่ในไทยเสียเอง ดังนั้นกรมศุลกากรควรมีมาตรการในการจัดการปัญหาในส่วนนี้ด้วย
นอกจากการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างชาติแล้ว ทางกรมศุลกากรกำลังจะเร่งเดินหน้านโยบาย Customs Quick Big Win ในด้านอื่นๆ เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และยึดหลักการว่าต้องไม่สร้างกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเร่งรัดการพิจารณาอุทธรณ์ที่มีกว่า 1,000 เรื่อง โดยเพิ่มความถี่ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวเห็นว่าอุปสรรคทางศุลกากรต่างๆ ที่ทำให้เกิดความล่าช้า และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศ คือการใช้ดุลยพินิจ
“แม้จะมีการจัดประชุมอย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน บางทีก็อาจจะไม่พอ เพราะบางเรื่องต้องมีการใช้ดุลยพินิจ การประชุมก็อาจจะไม่จบและส่งผลกระทบต่อการค้าอยู่ดี การจะลดการใช้ดุลยพินิจของบุคคลเพื่อทำให้เกิดความรวดเร็วขึ้น ควรจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในกระบวนการพิจารณา เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ทั้งยังจะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการด้วย เพราะหากมีการใช้ดุลยพินิจโดยคน ต่อให้จะมีการพิจารณาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และถูกต้อง แต่ก็จะมีคนไม่พอใจอยู่ดี หากแก้เรื่องนี้ได้จึงจะถือว่าเป็น Customs Quick Big Win ของจริง” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว