โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนราคาซื้อ-ขายแบบกึ่ง CSR ราคา 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อสร้างกำลังใจให้กับชุมชนในการดูแลและปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น พร้อมวางแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนเครดิตให้ชุมชนด้วยหลักการ Care Share and Fair โดยคิดคำนวณรายได้ : ค่าใช้จ่ายในอัตรา 70 : 30 โดย ธ.ก.ส. จะออกค่าดำเนินงานให้กับชุมชนไปก่อน เช่น ค่าตรวจสอบความใช้ได้ของโครงการ และค่าทวนสอบปริมาณคาร์บอนเครดิตโดยผู้ประเมินภายนอก และเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ร้อยละ 30 ของมูลค่าการขาย เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนที่ร้อยละ 70 ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี
ในส่วนของเป้าหมายโครงการ BAAC Carbon Credit ธนาคารเตรียมขยายผลไปยังชุมชนธนาคารต้นไม้อีกกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ หนุนการปลูกป่าเพิ่มอีกปีละ 108,000 ต้น และวางเป้าหมายสร้างปริมาณการซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตอีกกว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายในปี 2571 ได้แก่ ปี 2567 จำนวน 2,580 ตันคาร์บอน ปี 2568 จำนวน 43,700 ตันคาร์บอน ปี 2569 จำนวน 68,801 ตันคาร์บอน ปี 2570 จำนวน 188,100 ตันคาร์บอน และปี 2571 จำนวน 207,100 ตันคาร์บอน นอกจากนี้ ยังพร้อมส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การเพาะกล้าไม้เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ การทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การลดการเผาตอซังข้าว อ้อยและข้าวโพดเพื่อลด PM 2.5 การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลน การนำผลิตผลจากต้นไม้มาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การนำวัตถุดิบจากไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตน้ำส้มควันไม้ ปลูกสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น
ในโอกาสนี้ ธ.ก.ส. ขอเชิญเกษตรกรและชุมชนธนาคารต้นไม้มาร่วมเปลี่ยนอากาศให้เป็นเงินกับโครงการ BAAC Carbon Credit และเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจในการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่นอกจากจะตอบโจทย์เป้าหมายภาคธุรกิจแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนรายได้และให้กำลังใจชุมชนในการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงร่วมสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศชาติอีกด้วย ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชุมชน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ 2346 ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือ Call Center 02 555 0555
คุณกรีธา สุขศิริ ประธานเครือข่ายธนาคารต้นไม้บ้านประสานมิตร จังหวัดชุมพร กล่าวว่า สำหรับเครือข่ายธนาคารต้นไม้ชุมพรได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ตลอดมา ตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งธนาคารต้นไม้ การยกระดับธนาคารต้นไม้ไปสู่ชุมชนไม้มีค่า การนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินด้วยการนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส รวมถึงการสร้างรายได้เสริมจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้ ซึ่งในปัจจุบันเครือข่ายธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร มีจำนวน 111 ชุมชน จำนวนผู้ปลูกต้นไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 2,963 ราย และจำนวนต้นไม้กว่า 126,731 ต้น และในวันนี้เครือข่ายธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร มีความพร้อมที่จะร่วมมือกับ ธ.ก.ส. ในการขับเคลื่อนภารกิจการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะมาดูดซับปริมาณคาร์บอน ลดโลกร้อน และสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนจากการปลูกป่า สร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และผลักดันให้ประเทศไทยสามารถบรรลุข้อตกลงความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่วางไว้