เอไอเอสจับมือภาครัฐ-เอกชน นำเทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนประเทศ
09 พ.ย. 2566 | sorada_are

เอไอเอสจับมือภาครัฐ-เอกชน นำเทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนประเทศ ในงาน สัมมนา “AIS Business Digital Future 2024: DIGITAL INDUSTRY EVOLUTION”
Business thai
09 พ.ย. 2566 | sorada_are

เอไอเอสจับมือภาครัฐ-เอกชน นำเทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนประเทศ ในงาน สัมมนา “AIS Business Digital Future 2024: DIGITAL INDUSTRY EVOLUTION”
ในปัจจุบันเทคโนโลยีในทุกด้านได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการ Disruption ในทุกภาคธุรกิจ ดังนั้น AIS ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของไทย จึงได้จัดสัมมนา “AIS Business Digital Future 2024: DIGITAL INDUSTRY EVOLUTION” ในหัวข้อเรื่อง Unveiling the Future of Digital Enterprise and Driving Digital Vertical Industries โดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์เข้ามานำเสนอประสบการณ์ความรู้ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในองค์กร
โดย นายไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในปี2561 ส.อ.ท. ได้สำรวจด้านการปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 จากโรงงาน จำนวน 1,700 ราย ที่โรงงานกว่า 80% เป็นเอสเอ็มอี พบว่า อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ 70% อยู่ในระดับอุตสาหกรรม 1.0 – 2.0 มีเพียง30% ที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรม 3.0 ขึ้นไป ดังนั้น ภาคการผลิตของไทยจึงต้องปรับตัวอีกมากในการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 แต่ทั้งนี้หลังจากที่รัฐบาลให้การส่งเสริม ก็ปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับ สิ่งที่ท้าทายในการปรับตัวของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี มีอยู่ 3 เรื่อง
1. การขาดยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งเป็นเรื่องของความตั้งใจในการปรับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
2. การเลือกใช้เทคโนโลยี ที่จะต้องเหมาะสมกับองค์กร
3. เรื่องบุคลากร ที่ต้องตรดหนักในเรื่องนี้ตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง และมีความมุ่งมั่นตั้งใจไปในทิศทางเดียวกัน
ดังนั้น ส.อ.ท. ได้พยายามผลักดันให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ได้มากที่สุด โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพเข้ามาเป็นธุรกิจนำร่องที่ใช้เทคโนโลยีในการปรับตัว และนำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเข้ามาเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายอื่น ๆ เข้ามาศึกษา และได้จัดหาบริษัทที่ปรึกษา และประสานงานกับหน่วยงานที่มีความรู้เข้ามาช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี เพื่อใฟ้เกิดการขยายผลที่รวดเร็ว ตลอดจนการสร้างความร่วมมือให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาแบ่งปันความรู้ให้กับเอสเอ็มอี
รวมทั้งยังได้จัดทำแพลตฟอร์มเพื่อให้เอสเอ็มอีนำไปประเมินองค์กรว่าอยู่ในระดับใด มีที่ปรึกษาเข้าไปช่วยประเมินในเชิงลึก เพื่อประเมินในทุกปีว่ามีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นหรือไม่ และนำข้อมูลจากระบบไอโอทีมาวิเคราะห์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้อีโคซิสเท็มแข็งแรง มีการเติบโตที่รวดเร็วและยังยืนต่อไป
ด้าน ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) กล่าวว่า การปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 จะประกกอบด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีความหลากหลาย เช่น การนำหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ หรือเอไอ เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น Cloud Computing , Internet of Things , bigdata , CyberSecurity , 3D Printing , และ Simulation Software ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้ประกอบการสับสนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร จึงเป็นความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมผ่านไปให้ได้ โดยสรุปได้เป็น 4 ปัญหาหลัก คือ
1. ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร จะเรียงลำดังความสำคัญอย่างไร จะปรับปรุงในส่วนใดบ้าง ซึ่งมีหลายส่วนที่ต้องปรับเปลี่ยนทั้งด้านการผลิต คลังสินค้า และสำนักงาน
2. การขาดองค์ความรู้ ผู้ประกอบการจะต้องเลืองใช้อุปกรณ์แบบไหน ต้องใช้ที่ปรึกษาจากที่ใด ซึ่งทางเนคเทคจะต้องสอนในเรื่ององค์ความรู้ในเรื่องพื้นฐานของเทคโนโลยีหากเข้าใจก็เลือกใช้งานได้
3. แหล่งเงินทุน ซึ่งในทุกขั้นตอนของการปรับปรุงจะต้องใช้เงินทุน ทำให้ผู้ประหอบการเอสเอ็มอีติดขัดในเรื่องนี้มาก อย่างใรก็ตาม ภาครัฐก็ให้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างมากผ่านหน่วยงานต่าง ๆ แต่ เอสเอ็มอี บางส่วนไม่เข้าใจหรือเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน รวมทั้งยังไม่มั่นใจว่าหากต้องลงทุนเงินปรับเปลี่ยนเป็นจำนวนมากจะคืนทุนได้ตริงหรือไม่ ดังนั้นห่วยงานที่เกี่ยงข้องจะต้องร่วมมือเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้
ทั้งนี้ ภาครัฐได้ให้ความสำคัญของการยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยได้จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตที่ยั่งยืน มีเป้าหมายที่จะช่วยภาคอุตสาหกรรมในการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งในศูนย์ฯนี้จะให้บริการตั้งแต่การรับประเมินความพร้อมของโรงงาน เพื่อให้เห็นจุดอ่อน จุดแข็ง และควรจะพัฒนาด้านใดก่อน เพื่อให้มีรายได้กลับมาได้มากที่สุด การเข้าไปช่วยพัฒนาบุคลากร การให้คำปรึกษาในการเลือกใช้เทคโนโลยี สิทธิประโยชน์ด้านการเงินของภาครัฐ และการนำไปสู่แหล่งเงินทุน
ดร.วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ในปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศอยู่ 68 นิคมฯ และอีก 1 ท่าเรืออุตสาหกรรมสำหรับส่งสินค้าอุตสาหกรรมจำพวกก๊าซ และสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตตั้งอยู่ที่นิคมฯมาบตาพุด และมีคนทำงานภายในนิคมเหล่านี้ประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งโรงงานที่ตั้งในนิคมฯ ส่วนใหญ่เป็นขนาดใหญ่และกลาง โดยในปัจจุบันโรงงานเหล่านี้ก็ได้นำระบบออโตเมชั่น และระบบ 5จี เข้ามาใช้อยู่บ้าง แต่ยังไม่มากเพราะหลัก ๆ ยังไม่มีความคุ้นเคย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องจัดสัมมนาและเข้าไปให้ความรู้เพิ่มขึ้นจนเกิดความคุ้นเคย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รู้ว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้าง และจะมีความคุ้มค่าได้อย่างไร และใช้เทคโนโลยีอะไรที่เหมาะสม
โดย การลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละแห่งจะใช้งานต่อเนื่อง 20 – 30 ปี เป็นอย่างน้อย หากต้องลงทุนเพิ่มในเรื่องของเทคโนโลยีใครจะรับประกันว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีอายุยืนยาวแค่ไหน คืนทุนเมื่อไร และอยู่ภายในอายุของเทคโนโลยีหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจ แต่ในส่วนของการลงทุนใหม่จากต่างประเทศจะใช้หุ่นยนต์ เอไอ และระบบไอโอทีต่าง ๆ อยู่แล้ว จึงปรับตัวได้ไม่ยาก
ในส่วนของ กนอ. มีพนักงานกว่า 600 คน ก็พยายามปรับปรุงองค์กรนำระบบไอโอที อีอาร์พี ต่าง ๆเพื่อนำมาใช้ในนิคมฯ ที่ กนอ. ดำเนินการเอง 14 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม เพราะในแต่ละวันจะต้องจ่ายน้ำให้โรงงานต่าง ๆ ที่มีความสูญเสียในระบบน้ำประปา รวมทั้งการดูแลระบบน้ำเสีย และการรีไซเคิลตลอดจนการจัดการระบบโลจิสติกส์ การเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม ซึ่งการนำระบบอุตสาหกรรม 4.0 เข้ามาใช้จะช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ ประหยัด และลดต้นทุนลงได้มาก
ในส่วนของการนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้นั้น กนอ. ได้นำดิจิทัลทวิน เข้าไปกำกับดูแลระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ภายในนิคมอุตสาหกรรม และได้นำร่องไปใช้ที่นิคมฯ สมุทรสาคร โดยได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ สามารถประหยัดเงินไปได้กลายสิบล้านบาท เช่น การจัดการด้านโลจิสติกส์ การบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรม การบริหารจัดการน้ำดี และน้ำเสีย และการจัดทำสมาร์ทซิตี้ภายในนิคมฯ
ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่าเทคโนโลยีในขณะนี้ปรับตัวไปเร็วมาก ซึ่งจากการทำแผนด้านเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัล เมื่อปี 2560 ได้มองภาพเทคโนโลยีที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย 4 กลุ่ม คือ
1. บิ๊กเดต้า หรือการนำบิ๊กเดต้า บล็อกเชน และเอไอ มาทำงานร่วมกันบนคลาด์ ซึ่งวันนี้ได้เห็นการปรับไปสู่เทคโนโลยีนี้เป็นจำนวนมาก
2. ออโตเมชั่น ซึ่งเป็นเรื่องของหุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ และไอโอที ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ทั้งภายในเมืองเล็กและเมืองใหญ่
3. ดิจิทัลแอคเซส หรือการเชื่อมต่อเข้าไปในโลกของข้อมูลส่วนบุคคล และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งขณะนี้องค์กรของไทยได้ถูกโจมตีทางด้านดิจิทัลอยู่เป็นจำนวนมาก และ4. การเปลี่ยนโลกจากโลกปกติไปสู่โลกดิจิทัล เช่น การเปลี่ยนไปสู่ระบบเออาร์ วีอาร์ และเคโนโลยีเมตาเวิร์ส
โดยใน 4 เรื่องนี้ ได้เข้ามากระทบในภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในระดับของเมือง ซึ่งดีป้า เป็นเลขานุการของยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องของเมืองอัจฉริยะ โดยการขับเคลื่อนในด้านนี้จะต้องเน้นในเรื่องของคน การ Transformation ในการบริหารจัดการพื้นที่ไปสู่เมืองอัจฉริยะ ที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องถนนไฟฟ้าน้ำประปา แต่การทำเมืองอัจฉริยะจะต้องมีเป้าหมายชัด และรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี
ดังนั้น ดีป้า จึงได้กำหนดให้ทุกเมืองที่จะปรับไปสู่เมืองอัจฉริยะจะต้องประกาศเขตพื้นที่ที่ชัดเจน มีการออกแบบเมืองและผังเมืองที่สามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ดี เช่น การมีบิ๊กเดต้าของเมือง มีระบบคลาวด์ และเอไอ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก รวมทั้งดีป้า ยังได้กำหนดให้เมืองอัจฉริยะปรับไปสู่เป้าหมายที่สำคัญ 7 ด้าน เช่น สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการอยู่อาศัย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่จะทำให้เกิดเมืองอัจฉริยะได้ตามเป้าหมาย โดยภาครัฐ และเอกชนจะต้องเข้ามาลงทุน
ทั้งนี้ ในการปรับไปสู่เมืองอัจฉริยะจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ เมือวเดิมอัจฉริยะ หรือการพัฒนาเมืองเดิมให้ดีขึ้นไปสู่มาตรฐานของเมืองอัจฉริยะ และเมืองใหม่อัจฉริยะ ซึ่งในการลงทุนเมืองใหม่ให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่ต้องดึงภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะเป็นเรื่องยากของประเทศไทยในการหานักลงทุนเข้ามาดำเนินการ แม้ว่าจะมีมาตรการอุดหนุนยกเว้นด้านภาษีสูงสุดถึง 13 ปี ดังนั้นดีป้าจึงมุ่งไปที่การผลักดันให้เกิดการปรับปรุงเมืองเก่าก่อน
นอกจากนี้ ดีป้า ยังได้ร่วมลงทุนสตาร์ทอัพไปแล้ว 147 ราย ซึ่งได้ส่งเข้าไปยกระดับเมืองในด้านคลาวเซอร์วิส ดิจิทัลเซอร์วิส ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ และให้บริการให้กับเมือง เช่น การนำสตาร์ทอัพเปิดตลาดภาครัฐกับเมืองพัทยา ผ่านกลไกบัญชีบริการดิจิทัล ทำให้เมืองอัจฉริยะมีการนำเทคโนโลยีไปปรับปรุง และเกิดการพัฒนาโครงสร้างด้านดิจิทัล และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม
รวมทั้ง ยังได้จัดทำบัญชีบริการดิจิทัล ซึ่งเป็นโครงการแซนด์บ็อกซ์ประเภทหนึ่ง ที่รวบรวมบริษัทด้านบริการดิจิทัลที่ได้มาตรฐานเข้ามาอยู่ในบัญชีนี้ รวมทั้งด้านความปลอดภัยทางไชเบอร์ จะทำให้ทุกเซ็กเตอร์สามารถใช้เทคโนโลยีได้สะดวกมากขึ้น
ด้าน คุณเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การท่าเรือฯเป็นหน่วยงานที่เป็นศูนย์รวมในการสนับสนุนธุรกิจในด้านโลจิสติกส์ โดยสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การปรับตัวไปสู่อนาคตยกระดับให้ประเทศไทยเป็น เกทเวย์ ดึงสายเรือและพันธมิตรต่าง ๆ ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันการขนส่งทางเรือได้เปลี่ยนแปลงไปมากเรือขนส่งสินค้ามีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าในอดีตจากที่มีขนาดเรือบรรทุก 2 พันตู้ต่อลำ เพิ่มเป็น 2 หมื่นตู้ต่อลำ จึงต้องปรับตัวหน้าท่า การริหารจัดการหน้าท่า และเพิ่มความลึกของท่า ให้การขนถ่ายสินค้ามีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นให้ทันกับเวลา โดยได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาปฏิบัติงาน และพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรเช่น การนำเทคโนโลยีท่าเรืออัตโนมัติ ตั้งแต่การยกขนสินค้าจากเรือเข้ามายังเขตแผ่นดินการบริหารจัดการภายในท่าเรือ เพื่อส่งไปยังจุดกระจายสินค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศ และการส่งออกไปยังท่าเรือทั่วโลก
รวมทั้งยังได้ใช้เทคโนโลยี 5G การใช้ซอฟต์แวร์เพื่อเชื่อมโยงในการทำงาน การพัฒนาบุคลากรทั้งของการท่าเรือ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ใช้เทคโนโลยีร่วมกันได้ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการยกระดับให้เป็นฮับของภูมิภาค เพื่อจูงใจภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องมารวมกัน จะทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจลดลง
นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโลโลยี 5G เข้ามาพัฒนาให้เป็นท่าเรือชั้นนำของโลกใน 2 ด้าน คือ
1. การพัฒนาสาธารณูปโภค และการลงทุนระบบท่าเรืออัตโนมัติ
2. การนำซอฟท์แวร์มาประยุกต์ใช้ด้านต่าง ๆ เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการสร้างผู้ประกอบการ การสร้างท่าเรืออุตสาหกรรม และสร้างชุมชนโดยรอบท่าเรือ เพื่อสร้างอาชีพสนับสนุนต่าง ๆ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนาท่าเรือให้เป็นศูนย์