เนชั่นทีวี

Business thai

"จุรินทร์" มั่นใจหาก FTA ไทย-ยูเออี ผ่าน สร้างเม็ดเงินปีแรกทันที 7 หมื่นล้าน

09 พ.ค. 2566 | wanida_phe

"จุรินทร์" มั่นใจหาก FTA ไทย-ยูเออี ผ่าน สร้างเม็ดเงินปีแรกทันที 7 หมื่นล้าน

"จุรินทร์" ประกาศนับหนึ่ง FTA ไทย-ยูเออี คาดจะสำเร็จภายใน 9 เดือน พร้อมเดินหน้าดันการค้า การลงทุน ประเมินสินค้าไทยได้ประโยชน์ สร้างเงินทันทีปีแรก 70,000 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมหารือกับ ดร.ธานี บินอาเหม็ด อัลเซ ยูดี  รัฐมนตรีแห่งรัฐประจำกระทรวงเศรษฐกิจ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รับผิดชอบด้านการค้าต่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ณ โรงแรมเรเนซองส์ จังหวัดภูเก็ต ว่า การเจรจาจัดทำเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
 

"จุรินทร์" มั่นใจหาก FTA ไทย-ยูเออี ผ่าน สร้างเม็ดเงินปีแรกทันที 7 หมื่นล้าน

จนขณะนี้สามารถประกาศเริ่มการเจรจาจัดทำเอฟทีเอ หรือ CEPA ในวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2566 โดยยูเออีเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นครั้งแรกที่ดูไบ ทั้งนี้ ตนมอบหมายให้อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำคณะไปเจรจา  โดยตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

หากดำเนินการเป็นไปตามแผน เอฟทีเอ ระหว่างไทยกับยูเออีจะถือว่า เป็นเอฟทีเอฉบับประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งที่สามารถทำได้เร็วที่สุด คาดว่า จนเสร็จใช้เวลาเพียง 9 เดือน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเศรษฐกิจการค้าการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ ประการที่หนึ่ง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย คือ สามารถใช้ยูเออีเป็นประตูส่งสินค้าและบริการไปยังอีก 5 ประเทศ

สมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน โอมาน กาตาร์ และคูเวต โดยอัตโนมัติ ประการที่สอง จะช่วยเพิ่มตัวเลขการส่งออกที่ไทยจะส่งออกไปยังยูเออีคาดว่าจะสูงขึ้นมาก โดยมูลค่าการค้าปี 2565 ระหว่างไทยกับยูเออีประมาณ 730,000 ล้านบาท

ตัวเลขการส่งออกไทยไปยูเออี ปี 2565 มีมูลค่า 119,000 ล้านบาท คาดว่า จากการทำเอฟทีเอแล้ว จะเพิ่มมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 10% ทันที (70,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี) หรืออาจมากกว่านั้น

"จุรินทร์" มั่นใจหาก FTA ไทย-ยูเออี ผ่าน สร้างเม็ดเงินปีแรกทันที 7 หมื่นล้าน

สำหรับสินค้าจะได้รับประโยชน์ทันที อาทิ อาหาร อาหารทะเลกระป๋อง อาหารทะเลแปรรูป สิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ แอร์คอนดิชันเนอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ส่วนภาคบริการไทยจะได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ต่อไปในอนาคต

นอกจากจะได้แต้มต่อในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอีก 5 ประเทศสมาชิก GCC แล้ว จะถือเป็นเอฟทีเอฉบับแรกของไทยที่ทำกับประเทศในตะวันออกกลาง ถือเป็นฉบับที่ 15 ของไทย กับ 19 ประเทศ และถ้าเอฟทีเอไทยกับสหภาพยุโรปเสร็จสิ้น จะมีผลให้มีเอฟทีเอเพิ่มเป็น 16 ฉบับ กับ 46 ประเทศ

“ถือเป็นเอฟทีเอฉบับก่อนการเลือกตั้งและกระทรวงพาณิชย์ช่วยกันทำงานหนัก เพื่อประโยชน์ของประเทศ ทำกันจนนาทีสุดท้ายเพื่อประโยชน์ของการค้าการลงทุนเศรษฐกิจของประเทศเรา” นายจุรินทร์ กล่าว

 

ข่าวล่าสุด