ยิ่งใช้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมาก ยิ่งต้องสำรองไฟมาก
แม้ทิศทางการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันจะเริ่มหันไปให้ความสนใจกับการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ไม่มีความเสถียร จึงต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่มีความเสถียร สำรองไว้ในกรณีที่ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้ด้วย
ยกตัวอย่างในกรณีของ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถผลิตได้ในช่วงกลางวันแค่ประมาณ 4-5 ชม.ต่อวัน เท่านั้น ในขณะที่ โรงไฟฟ้าพลังงานลม ส่วนใหญ่จะผลิตได้ในช่วงหัวค่ำและกลางคืน อยู่ที่ประมาณ 6-7 ชม.ต่อวัน ส่วน โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ สามารถผลิตได้ในฤดูฝน จะไม่สามารถผลิตได้ในฤดูแล้ง หากจะคำนวณโดยการนำกำลังการผลิตติดตั้งของแหล่งผลิตไฟฟ้าทั้ง 3 ประเภทนี้มารวมกันแล้วไปนับเป็นกำลังผลิตสำรองจะไม่ถูกต้อง เพราะแหล่งผลิตไฟฟ้าทั้ง 3 ประเภทนี้ไม่สามารถผลิตได้ในเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ในหลายประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเยอะ ก็จะมีปริมาณสำรองฟ้าสูงด้วยเช่นกัน เช่น สวิสเซอร์แลนด์ มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 78% มีปริมาณไฟฟ้าสำรอง 92% , สวีเดน สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 69% มีปริมาณไฟฟ้าสำรอง 57% และเดนมาร์ก สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 52.1% และมีปริมาณไฟฟ้าสำรองถึง 130% เป็นต้น
ดังนั้น การสร้างความเข้าใจว่ากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศควรมีแค่ 15-20% ที่ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองออกมาพูดกัน จึงเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน
ชี้ค่าไฟ ไม่ได้แปรผันตามปริมาณไฟฟ้าสำรอง
ราคาไฟฟ้าที่สูงขึ้นในปี 2565 นั้น ไม่ได้แปรผันตามปริมาณ Reserve Margin โดยในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยลง ขณะที่ปริมาณการสำรองไฟฟ้ายังอยู่ระดับสูงกว่าความต้องการใช้ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อค่าไฟของไทย ส่วนในปี 2558 ที่ปริมาณการสำรองไฟฟ้ามีเพียง 29% แต่ค่าไฟกลับสูงถึง 3.86 บาท สะท้อนให้เห็นว่าค่าไฟที่ปรับขึ้นนั้น ไม่ได้สัมพันธ์กับ Reserve Margin แต่อย่างใด
แล้วค่าไฟนั้นขึ้นอยู่กับอะไร? ค่าไฟมีต้นทุนที่นำมาคำนวณหลักจากราคาพลังงานที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าในขณะนั้น ซึ่งจากกราฟจะเห็นว่า ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นนั้นแปรผันตามราคาก๊าซฯ (Pool Price) อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าคือราคาก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ ในปี 2564 แม้ก๊าซฯ จะราคาสูงขึ้น แต่รัฐมีการตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน แต่สามารถทำได้ในระยะสั้นเท่านั้น
ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทางออกระยะยาวแก้ปัญหาค่าไฟแพง
ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง และขยะอุตสาหกรรม ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 – 2573 อีก 3,668 เมกะวัตต์ หลังเปิดรับซื้อไปแล้ว 5,203 เมกะวัตต์
โดยโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีการเปิดรับซื้อใหม่นั้น จะเป็นไฟฟ้าราคาถูก ช่วยลดค่า Ft ส่งผลให้ค่าไฟลดลง เนื่องจากเป็นการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนสูง หากไม่มีการเปิดรับซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่นี้ ประเทศไทยจะต้องผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนต่อหน่วยประมาณ 3.71 บาท/หน่วย (คำนวณจากราคา Pool Gas ที่ 444 บาท/ล้านบีทียู ณ เดือน ม.ค.-มิ.ย.65)
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟแพง ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่นี้ มีต้นทุนเพียง 2.0724 – 3.1014 บาท/หน่วย เท่านั้น และ เป็นราคาที่ถูกกว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศที่ 4.72 บาทต่อหน่วย (งวด ม.ค.-เม.ย. 66)