ด้าน นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า ผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยมีจำกัด เนื่องจากไม่มี ธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีธุรกรรมโดยตรงกับ SVB และปริมาณธุรกรรมใน Fintech และ Startup ทั่วโลกมีน้อยกว่า 1 % ของเงินกองทุนของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่สำคัญพบว่า ธนาคารพาณิชย์ไทย ไม่มีการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล
ขณะที่กลุ่มธุรกิจของ ธนาคารพาณิชย์ ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับต่ำที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่ง ธปท. ขอย้ำว่ามีการกำกับดูแลธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลและ venture capital ที่เข้มงวด เช่น การให้หักเงินลงทุนในเหรียญออกจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1) ในทุกกรณี
รวมทั้งกำหนดเพดานการลงทุนและการกำกับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบจากความเชื่อโยงระหว่างกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ ต่อเงินฝากของประชาชน
ด้านค่าเงินบาท ล่าสุดปรับแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาค ภายหลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ข้างต้น จะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้เงินดอลลาร์ปรับอ่อนค่าลงเร็ว ซึ่งความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ จะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ ตลาดการเงินโลกและความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะถัดไป
ตลาดทุน ประเมิน บริษัทลงทุนในธนาคารสหรัฐฯอาจไม่มีเลย
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเมินว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นไทยน้อย เนื่องจากระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยมีความความแข็งแรง และมีเงินหมุนเวียนจากธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซี และสตาร์ทอัพเทคโนโลยี น้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย
ส่วนจะมีบริษัทจดทะเบียนได้รับผลกระทบจากการฝากหรือกู้เงินกับธนาคารดังกล่าวหรือไม่ ต้องรอขอมูลจากธนาคารอห่งประเทศไทย แต่ตลาดหลักทรัพย์แต่ประเมินว่ามีน้อย หรืออาจจะไม่มีเลย เพราะธนาคารดังกล่าวปล่อยกู้น้อยมาก
อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามผลกระทบทางอ้อม เช่น การล้มของธนาคาร SVB รุนแรงจนกระทบต่อจีดีพีของสหรัฐ ซึ่งก็จะกระทบต่อภาคส่งออกของไทย แต่ตอนนี้ประเมินว่ายังไม่มีความเสี่ยงที่จะกระทบขนาดนั้น
เอกชนขอรัฐ จับตานโยบายสหรัฐฯใกล้ชิด
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การปิดตัวของธนาคารสหรัฐฯ ทั้ง 3แห่ง อาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบธนาคาร แต่เชื่อว่ายังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในขณะนี้ และเชื่อว่าจะไม่กระทบเหมือนวิกฤติ Subprime เพราะ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดเข้าไปดูแลจัดการแล้ว และสถานการณ์ทางการเงินของสหรัฐยังถือว่าแข็งแกร่ง
แต่ต้องจับตามองว่านักลงทุนรายอื่น มีความกังวลและแห่ถอนเงินตามมากขนาดไหน แต่ส่วนตัวยังเชื่อว่าไม่เป็น Domino effect หรือการที่คนแห่กันถอนเงินจนธนาคารอื่นจนมีความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินสดคืนให้กับลูกค้า แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังเปราะบาง
แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง เพราะนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเสมอ รวมทั้งประเทศไทย จำเป็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธปท. และกระทรวงการคลังต้องตื่นตัวในเรื่องนี้และจับตาดูอย่างใกล้ชิด