เนชั่นทีวี

Business thai

ผู้นำเข้าเหล็ก ยื่นหนังสือขอเลิกเก็บภาษีเอดี หลังต้นทุนสูงจนหยุดนำเข้า

09 มี.ค. 2566 | wanida_phe

ผู้นำเข้าเหล็ก ยื่นหนังสือขอเลิกเก็บภาษีเอดี หลังต้นทุนสูงจนหยุดนำเข้า

กลุ่มผู้นำเข้าเหล็ก ร่วมยื่นหนังสือ ของ ก.พาณิชย์ ทบทวนมาตรการ เอดี สินค้าเหล็ก หลังต้นทุนนำเข้าพุ่งกว่า 47 % ส่งผลผู้ประกอบการรายเล็ก หยุดการนำเข้า หวั่นระยะยาวอาจต้องปิดกิจการ

การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะ จากการนำเข้าสินค้าที่มาขายตัดราคาแข่งกับผู้ผลิตของไทย จะมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือ เรียกกันว่า  เอ-ดี  (Anti-dumping: AD) ทำให้ผู้นำเข้าจะต้องเสียภาษีแพงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ไทย ใช้มาตรการ เอ-ดี กับหลายสินค้า โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศ ขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ใช้สินค้าเหล็กเป็นวัตถุดิบ ในการผลิตสินค้าต่อเนื่อง ออกมาเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการดังกล่าวเพราะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง  ประธานสหพันธ์ผู้นำเข้าเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เปิดเผยว่า ได้มายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อขอให้ยกเลิกใช้มาตรเอดี  โดยเก็บอากรเอดีเหล็กหลายชนิด ที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ เหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็นชนิดม้วน แผ่น และแผ่นแถบ, เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน, เหล็กแผ่นรีดร้อนเจือโบรอนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน, เหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อน

นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง  ประธานสหพันธ์ผู้นำเข้าเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ยื่นหนังสือถึงกรมการค้าต่างประเทศ

เนื่องจากการเก็บอากรเอดี จะทำให้ต้นทุนซึ่งการใช้มาตรการ AD ก็เหมือนกับการผลักภาระให้ผู้บริโภค ซึ่งก่อนหน้านี้ เพิ่งมีการออกมาตรการ AD  นำเข้าเหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียมผสมสังกะสีทาสี (PPGL) จากจีน สูงถึง 40.77%  ทำให้ผู้ผลิตอุตสาหกรรมในประเทศสู้ราคาไม่ไหว จึงไม่มีการนำเข้ามา และกระทบต่อยอดขาย สำหรับแผ่นเหล็กที่ใช้ทำหลังคา ซึ่งไทยมีความต้องการใช้ปีละ 1.4 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียงครึ่งเดียว จึงต้องนำเข้า 700,000-800,000 ตัน

ผู้นำเข้าเหล็ก ยื่นหนังสือขอเลิกเก็บภาษีเอดี หลังต้นทุนสูงจนหยุดนำเข้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สินค้าเหล็กหลายรายการ มีการบังคับใช้มาตรการเอดี และต่ออายุนานเกินระยะเวลาปกติตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะเหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็น และเหล็กแผ่นรีดร้อน ที่บังคับใช้มาประมาณ 20 ปีแล้ว จึงมองว่า นานพอที่อุตสาหกรรมภายใน จะปรับตัว และพัฒนาให้สามารถแข่งขันได้แล้ว  จากที่กังวลว่าจะกระทบอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์นั้น ข้อเท็จจริง ตัวถังรถยนต์ ไม่ได้ใช้แผ่นเหล็กที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งเครื่องยนต์และอุปกรณ์สำคัญหลายส่วน ยังจำเป็นต้องพึ่งพานำเข้า มีเพียงส่วนประกอบย่อย เช่น ขาเบรก หรือ บานพับ และ อื่นๆ ที่ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศเท่านั้น

ส่วนที่มีการอ้างว่าไทยควรบังคับใช้มาตรการเอดี เช่นเดียวกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็ก มีความสำคัญเชื่อมโยงกับความมั่นคงของประเทศนั้น ย้ำว่า ประเทศที่บังคับใช้มาตรการนี้ล้วนมีทั้งสินแร่เหล็ก ถ่านหิน เป็นประเทศอุตสาหกรรมหนักชั้นนำของโลก มีโรงงานผลิตเหล็กต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ขนาดใหญ่ มีความพร้อมทั้งเทคโนโลยีและกำลังคน  แตกต่างจากไทย ที่ไม่มีสินแร่เหล็ก ถ่านหิน แต่เป็นโรงเหล็กขั้นปลายน้ำเท่านั้น

ผู้นำเข้าเหล็ก ยื่นหนังสือขอเลิกเก็บภาษีเอดี หลังต้นทุนสูงจนหยุดนำเข้า

นายพันธนวุฒิ กล่าวอีกว่า การปกป้องคุ้มครอง และส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากเหล็กนำเข้า สามารถดำเนินการได้ด้วยมาตรการอื่น โดยไม่ต้องใช้มาตรการเอดี เช่น ส่งเสริมให้ใช้เหล็กที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น  ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้า ส่งเสริมให้โรงงานเหล็กในประเทศผลิตเหล็กเกรดพิเศษให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ส่งเสริมให้เกิดโครงสร้างการผลิตที่ครบวงจร เป็นต้น

ด้านนายชวลิต  กาญจนาคาร ประธานสมาพันธ์ผู้บริโภคหลังคาเหล็กไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาแผ่นเหล็กสำหรับทำหลังคา นำเข้าอยู่กิโลกรัมละ 33 บาท แต่ภาษีที่ถูกเรียกเก็บ 40.77% ทำให้ต้นทุนนำเข้าเพิ่มอีกกก.ละ 15 บาท ดันให้ราคาเพิ่มเป็นกก.ละเกือบ 50 บาท ทำให้โรงงาน ไม่กล้าสั่งเหล็กมาผลิต ประกอบกับ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ยอดขายหายไป 50%  ซึ่งกระทบกับโรงงานผลิตหลังคาในประเทศที่อาจจะอยู่ไม่รอด กว่า 1,800 โรงงาน 

 

ข่าวล่าสุด