ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่แพ้ถุงมือยางธรรมชาติ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเคลือบผิวสัมผัส เช่น การเคลือบสารโพลิเมอร์ภายในถุงมือยาง เพื่อให้สวมใส่ได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้แป้งข้าวโพด รวมทั้งขยายตลาดส่งออกใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เป็นต้น ขณะที่ภาครัฐควรสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
ด้านนางสาวอังคณา สิทธิการ นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในปี 2566-2567 คาดว่ามูลค่าส่งออกถุงมือยางของไทยจะอยู่ที่ 1,603 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 1,699 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 3.8%YoY และ 6.0%YoY จากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหารของโลกยังคงมีแนวโน้มเติบโต ขณะที่ในปี 2566 ราคาส่งออกจะลดลงจากอุปทานส่วนเกินที่ยังมีอยู่ ส่วนในปี 2567 การผลิตและความต้องการใช้ถุงมือยางโลกที่เริ่มสมดุล ทำให้ราคาส่งออกกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น