'ศุภชัย' แนะ แบงก์ชาติถอนคันเร่งการขึ้นดอกเบี้ย
10 ก.พ. 2566 | kwanprasert_sri

ศุภชัย พานิชภักดิ์ เตือนไทยต้องพยายามสู้บนเวทีโลก ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงตามสหรัฐ แนะเร่งดึงการลงทุนให้ถึง 20% ของจีดีพี รักษาตำแหน่งผู้นำการผลิตอาหารโลก
Business thai
10 ก.พ. 2566 | kwanprasert_sri

ศุภชัย พานิชภักดิ์ เตือนไทยต้องพยายามสู้บนเวทีโลก ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงตามสหรัฐ แนะเร่งดึงการลงทุนให้ถึง 20% ของจีดีพี รักษาตำแหน่งผู้นำการผลิตอาหารโลก
อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ศุภชัย พานิชภักดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Start Today เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก” ระบุว่า เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ที่ใช้วิธีทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราสูงตามทิศทางธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยกับสหรัฐไม่เหมือนกัน
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยขณะนี้มีความจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แทนที่จะนำนโยบายการเงินไปดึงเศรษฐกิจให้ตึงตัว ซึ่งก็จะกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจในอนาคตได้ การที่เรามีนโยบายการเงินที่ช่วยปัญหาเอ็นพีเอล โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งช่วยให้เอสเอ็มอีไทยฟื้นตัวได้ใหม่ แม้ว่าปัญหาเงินเฟ้อจะเป็นเรื่องไม่ดี แต่ปัญหาความยากจนและปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัวคือปัญหาที่หนักกว่า
ดังนั้น นโยบายการเงินต้องรับมือด้วยส่งเสริมการลงทุน โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ใหม่ของไทยค่อนข้างฝืดมาก เราเคยมีการลงทุนถึง 30-35% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 15% ของ GDP ถือว่าน้อยว่า จะต้องขึ้นไปถึง 20% ขณะที่เศรษฐกิจโลกในอนาคตยังมีความไม่แน่นอนสูง เราต้องมาดูความสมดุลทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก ยังเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
สำหรับเศรษฐกิจในประเทศเรากำลังก้าวเข้าสู่ Aged Society หรือสังคมผู้สูงอายุ โดยขณะนี้ไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 20% ของประชากรไทยแล้ว หรือมีผู้สูงอายุจำนวนเท่ากับประเทศจีนแล้ว ขณะที่ประชากรวัยแรงงานของเราลดลงต่อเนื่อง แต่มีผู้สูงอายุมากขึ้น โดยตอนนี้ 1 คนแบกภาระ 70 คน
ดังนั้น เราจำเป็นต้องสร้างการกระตุ้นในภาคแรงงานให้มากขึ้น เช่น ยืดอายุเกษียณออกไปอีกเพื่อให้ยังมีอัตราแรงงานอยู่ต่อไป รวมทั้งต้องให้ความสำคัญในการ upskill และ reskill เพื่อให้ภาคแรงงานผลิตมีศักยภาพที่ดีขึ้นนอกจากนี้สิ่งที่ไทยควรต้องการ คือ Creative Economy ทั้งเรื่องวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมใหม่หรือดิจิทัล รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ควรเดินหน้าอย่างเต็มที่ เนื่องจากส่วนใหญ่การระดมเงินจากต่างประเทศราว 40% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีการลงทุนที่อีอีซี
ทั้งนี้ ไทยควรพร้อมรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ฉุกเฉินใน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ความพร้อมด้านพลังงาน ไทยต้องหาแหล่งพลังงานทดแทนมากขึ้น 2.ความพร้อมด้านอาหาร รักษาตำแหน่งแหล่งอาหารโลก หลังจากที่ไทยถูกลดอันดับไป 13 อันดับกลายเป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียนในด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งมาจากการพิจารณาหมวดด้านความยั่งยืนทางอาหาร,ความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร ซึ่งเมื่อรวมค่าเฉลี่ยแล้วไทยต่ำกว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม ทั้งนี้ควรเร่งแก้ปัญหาว่าไทยจะทำอย่างไรให้สามารถกลับมาอยู่ในอันดับต้นได้
3.ด้านสุขภาพที่ไทยถือว่าแข็งแกร่งมาก โดยปัจจุบันไทยสามารถนำไลเซ่นมาผลิตยาที่สำคัญในประเทศได้ ซึ่งปัจจุบัน WTO อยู่ระหว่างการเจรจาในเรื่องนี้ โดยอยากไทยลงทุนในเรื่องดังกล่าวให้มากขึ้น และ 4.ต้องพยายามต่อสู้บนเวทีโลกให้มากขึ้น ถ้าโดดเดี่ยวไทยจะไม่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก ซึ่งที่ผ่านมานายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้มีการประชุมในไทย โดยมีการนำเสนอความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ร่วมกับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPPTT)