ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กฎหมายดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อตัวผู้บริโภค ให้ได้รับความเป็นธรรมในการเช่าซื้อมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นด้วย แต่คงไม่ถึงกับมีนัยยะสำคัญในการบริโภค เนื่องจากการกำลังซื้อของประชาชนยังกลับมาไม่เต็มที่ แม้ปีนี้จะมีปัจจัยบวกภายในประเทศเยอะขึ้น ทั้งจากภาคการท่องเที่ยว มาตรฐานสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐ ราคาสินค้าเกษตรที่เริ่มฟื้นตัว แต่การตัดสินค้าซื้อรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์ยังมีความรอบคอบมากขึ้น
สำหรับสาระสำคัญของประกาศธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. การกำหนดกรอบอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อ มี 3 ประเภท
- รถยนต์ใหม่ต้องไม่เกิน 10% ต่อปี
- รถยนต์ใช้แล้ว ต้องไม่เกิน 15% ต่อปี
- รถจักรยานยนต์ต้องไม่เกิน 23% ต่อปี
2. หากผู้บริโภคนำเงินมาชำระค่างวดครบก่อนกำหนด (ปิดบัญชี) จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย ในการปิดค่างวดเป็นขั้นบันได มี 3 กรณี ดังนี้
- ชำระค่างวด ไม่เกินหนึ่งในสาม ของค่างวดตามสัญญา ให้ได้รับส่วนลด ไม่น้อยกว่า 60% ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
- ชำระค่างวด ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม แต่ไม่เกินสองในสาม ของค่างวดตามสัญญา ให้ได้รับส่วนลด ไม่น้อยกว่า 70% ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
- ชำระค่างวด เกินกว่าสองในสาม ของค่างวดตามสัญญา ให้ได้รับ ส่วนลดทั้งหมด ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
3. ในกรณีนำรถออกขายทอดตลาด หากผู้บริโภคถูกยกเลิกสัญญา และผู้ให้เช่าซื้อนำรถออกขายทอดตลาด โดยปกติแล้ว ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบค่างวดที่ค้างอยู่ตามสัญญา ประกอบด้วย เงินต้น และดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ซึ่งประกาศฉบับนี้ให้คิดได้เฉพาะเงินต้นเท่านั้น
4. การคิดเบี้ยปรับในการผิดนัดชำระ กรณีผู้บริโภคชำระค่างวดล่าช้า หรือผิดนัดชำระค่างวด ผู้ให้เช่าซื้อสามารถคิดเบี้ยปรับ จากผู้บริโภคได้ไม่เกิน 5% ต่อปีโดยคำนวณจากยอดเงินที่ผิดนัดชำระ