เนชั่นทีวี

Business thai

ภาคเกษตรไทยโคม่า! นักวิชาการชี้ รัฐต้องเลิกใช้นโยบายแบบให้เปล่า

24 ธ.ค. 2565 | wanida_phe

ภาคเกษตรไทยโคม่า! นักวิชาการชี้ รัฐต้องเลิกใช้นโยบายแบบให้เปล่า

นักวิชาการ ม.เกษตรศาสตร์  ระบุ ภาคเกษตรไทยเข้าขั้นวิกฤติ จากนโยบายการช่วยเหลือตั้งแต่อดีต ที่ให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไขในการปรับตัว และ พัฒนาประสิทธิภาพการผลิต วอนขอพรรคการเมือง เลือกตั้งครั้งหน้า คิดนโยบายสร้างสรรค์ ยกระดับเกษตรกรให้ยั่งยืน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA, 2022) ได้ทำการคำนวณ ดัชนีผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวม ในภาคเกษตรของหลายประเทศในโลก รวมถึงประเทศไทย โดยดัชนีนี้จะบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลง ขีดความสามารถในการแข่งขัน ในประเทศนั้น โดยเชื่อมโยงปัจจัยการผลิต (เช่น ที่ดิน แรงงาน ทุน) ที่ใช้กับผลผลิตทางการเกษตร

ผลปรากฎว่า ดัชนีของประเทศไทย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปี ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมาร์ อินโดนีเซีย จีน อินเดีย มีค่าดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว

ภาคเกษตรไทยโคม่า! นักวิชาการชี้ รัฐต้องเลิกใช้นโยบายแบบให้เปล่า

 

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า หนึ่งในสาเหตุหลัก คือการดำเนินนโยบาย ช่วยเหลือแบบให้เปล่า เช่น โครงการรับจำนำข้าวในอดีต นโยบายประกันรายได้ การพักชำระหนี้ ชดเชยค่าเก็บเกี่ยว เป็นต้นโดยไม่มีเงื่อนไขในการปรับตัวของเกษตรกร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต หรือลดความเสี่ยงในการผลิต และการตลาด

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

รวมทั้งเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง  การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว หากเกษตรกรไม่ปรับตัว ภาระงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ของภาครัฐจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้งบประมาณเพื่อการลงทุน ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตลดลง กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก และ เกษตรกรจะไม่สามารถหลุดพ้น จากวงจรความยากจนได้

นอกจากนั้น ผู้ประกอบการขั้นกลางน้ำ และ ปลายน้ำที่ต้องพึ่งพาผลผลิต จากเกษตรกร จะมีความเสี่ยงด้านต้นทุนมากขึ้น และ สูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ

รศ.ดร.วิษณุ  กล่าวต่อว่า จริงๆ มีสิ่งที่ควรทำหลายประเด็น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ควรปรับลดนโยบายที่ให้การช่วยเหลือเยียวยาแบบให้เปล่า และ เพิ่มนโยบายที่ให้การช่วยเหลือ แบบมีเงื่อนไขในการปรับตัวมากขึ้น ซึ่งจะเกิดผลดีกับเกษตรกร และ ภาคเกษตรไทยในระยะยาว ตัวอย่างเช่น นโยบายประกันรายได้หรือ ประกันราคา ควรดำเนินการแบบชั่วคราว และ มาพร้อมเงื่อนไขในการปรับตัวไปสู่การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP)

การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การไม่เผาเมื่อเก็บเกี่ยว และ จัดการแปลง ปลูกพืชตามความเหมาะสมของดินและน้ำ การใช้ท่อนพันธุ์สะอาดหรือท่อนพันธุ์ทนทานโรคใบด่างในมันสำปะหลัง การอบรมและฝึกทดลองการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

“ในปีหน้าประเทศไทย จะมีการเลือกตั้งใหม่   อยากขอให้ทุกพรรคการเมืองออกนโยบายที่สร้างสรรค์ ซึ่งนำไปสู่การยกระดับ ประสิทธิภาพการผลิต ทำให้เกษตรกรมีต้นทุน การผลิตลดลง รายได้เพิ่มขึ้น  รวมทั้งขอฝากให้คนไทยทุกคน ช่วยกันเลือกพรรคการเมือง ที่มีนโยบายที่เกิดผลประโยชน์กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่นโยบายประชานิยม ที่ประเทศไทยได้ประโยชน์น้อยมากและไม่ยั่งยืน ”  

 

 

 

ข่าวล่าสุด