ขณะนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลงมาเล็กน้อย กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาดีเซลประมาณลิตรละ 11 บาท จากก่อนหน้านี้อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 12-13 บาท หรือคิดเป็นเงินวันละ 700-800 ล้านบาท หรือเดือนละมากกว่า 20,000 ล้านบาท
ส่วนการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) หลังปรับขึ้นราคา กก.ละ 1 บาททุกเดือน ทำให้การอุดหนุนก๊าซลดลงเหลือวันละ 47-50 ล้านบาท หรือเดือนละมากกว่า 1,400 ล้านบาท การทยอยผ่อนคลายการอุดหนุนลงบ้างเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงต่อปัญหาวิกฤติฐานะการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวจากการใช้งบประมาณมากเกินไปในการอุดหนุนราคาพลังงาน
ตราบใดที่รัฐบาลยังมีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานอยู่โดยไม่ทบทบวน รัฐบาลจะต้องหา "เงินกู้" มาช่วยสนับสนุนกองทุน เงินกู้เหล่านี้ ก็คือ หนี้สาธารณะที่ต้องจ่ายในอนาคต ส่วนการนำ “กำไร” ส่วนเกินปกติจากค่าการกลั่นน้ำมันมาเสริมสภาพคล่องกองทุนนั้น ต้องออกเป็นกฎหมายและอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานในระยะยาวได้ รวมทั้ง ไม่เป็นไปตามหลักการค้าเสรี
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" ประธานกรรมการบริษัท บีบีจีไอ ไบโอเอทานอล จำกัด กล่าวต่อว่า ส่วน ปัญหาสภาพคล่องและการแบกหนี้ของ กฟผ นั้นเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้ กฟผ แบกรับค่าเอฟที (ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ) แทนประชาชนมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งต้องแบกภาระหนี้มากกว่า 100,000 ล้านบาทแล้ว และอยู่ในภาวะใกล้ขาดสภาพคล่อง
รัฐบาลต้องคิดใหม่เรื่องนโยบายพลังงานไฟฟ้าและนโยบายรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เช่นเดียวกัน ขณะนี้ การใช้โครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบ Enhance single buyer model โดย กฟผ เป็นผู้ซื้อรายเดียวจากเอกชนเพียงไม่กี่รายจากการได้รับสัมปทานในการผลิตไฟฟ้า จะทำให้ประสิทธิภาพในแง่อัตราการใช้ประโยชน์ในระบบการผลิตไฟฟ้าแย่ลงและสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
แต่การเปิดเสรีกิจการไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์จะทำให้สวัสดิการสังคมโดยรวมเพิ่มขึ้นมากกว่า ต้นทุนและราคาไฟฟ้าจะลดลงอย่างมีนัยยสำคัญ ธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าควรให้เอกชนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น ไม่ใช่มีเพียงผู้ผลิตไม่กี่ราย สายส่งขนาดเล็กควรแบ่งให้เอกชนดำเนินการในส่วนที่โครงข่ายมีความสมบูรณ์แล้ว
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า ทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การเปิดเสรีและเพิ่มการแข่งขันในกิจการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น การแปรรูปและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจต้องทำพร้อมกับการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการผ่องถ่ายผลประโยชน์และอำนาจจากองค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจมาที่กลุ่มทุนเอกชนผู้รับสัมปทาน โดยสวัสดิการสังคมโดยรวมของสังคมจะแย่ลง นอกจากนี้ ควรเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าให้พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมมีโรงงานไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาก
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเดินหน้าปฏิรูปกิจการพลังงานนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกและพลวัตเศรษฐกิจ รวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะส่งผลให้ เกิดปัญหาและข้อจำกัดด้านความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางปฏิรูปกิจการพลังงานกันใหม่
เนื่องจากแผนยุทธศาสตร์ที่จัดทำนั้นเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดสงครามระบอบปูตินรัสเซียกับยูเครน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของธุรกิจอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกหลังสงครามรัสเซียยูเครนยืดเยื้อ ประเทศไทยจึงต้องมีแนวทางการบริหารจัดการกิจการพลังงานของประเทศใหม่ ปรับปรุงการทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศใหม่ พัฒนาเทคโนโลยีและการสนับสนุนพลังงานทดแทน การอนุรักษ์พลังงาน ปฏิรูปโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าของประเทศอย่างแท้จริง มิฉะนั้นจะเกิดการผ่องถ่ายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมากจากผู้ใช้ไฟฟ้าไปยังผู้รับจ้างผลิตไฟฟ้า โดยยุทธศาสตร์ใหม่ต้องครอบคลุม
ประการแรก ต้องทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานอย่างแท้จริง ลดการพึ่งพาภายนอกให้น้อยลง โดยเฉพาะลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา
ประการที่สอง ต้องสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในกิจการพลังงาน เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้บริโภค
ประการที่สาม ต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านพลังงานของประเทศ
ประการที่สี่ การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศทางด้านพลังงาน ประการที่ห้า พัฒนากิจการพลังงานให้สนับสนุนต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนและธุรกิจอุตสาหกรรมฐานเศรษฐกิจใหม่ New S-Curve
"รศ. ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ" ประธานกรรมการบริษัท บีบีจีไอ ไบโอเอทานอล จำกัด และ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า การพัฒนา เทคโนโลยีด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงาน อาทิ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบการกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง และยานยนต์ไฟฟ้านำมาสู่พลวัตใหม่ของตลาด รูปแบบธุรกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย กระแสการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานดิจิทัล ซึ่งต้องทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้น
การพัฒนาระบบ Smart Grid หรือ Digital Grid เพื่อนำเทคโนโลยีมาช่วยพยากรณ์ ควบคุมสั่งการการผลิต และการใช้ไฟแบบ Real Time อย่างแม่นยำและเพื่อรวบรวมข้อมูลไปวิเคราะห์ ขณะที่ เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานมาใช้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นเพียงพอในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีความผันผวน และ พร้อมรับมือแนวโน้มสถานะผู้ใช้เปลี่ยนเป็นผู้ผลิต (Prosumer) ของกิจการไฟฟ้าได้
คาดว่าในระยะ 15-20 ปีข้างหน้านี้ พลังงานจาก ปิโตรเลียมยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกอยู่แต่หลังจากนี้น่าจะลดสัดส่วนลงในอัตราเร่ง ขณะที่การขยายตัวของก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศต่าง ๆ ให้ ความสำคัญกับการลดการปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) และลดผลกระทบ