ด้วยความเชื่อมั่นว่า กองทัพคุมได้หมด พลเอกสุจินดา ถึงกับกล้าท้าทายการต่อต้านที่เกิดขึ้นบนถนนว่า "ไม่สามารถกดดันได้ เดี๋ยวก็หมดแรงกันไปเอง…" แล้วในท้ายที่สุด
การต่อต้านนายกรัฐมนตรีกลายเป็นวิกฤตการเมืองใหญ่อีกครั้งที่เกิดการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ในวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2535 แต่การใช้กำลังกลับจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของกองทัพ ไม่ต่างกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
วิกฤตการเมืองชุดนี้จบลงด้วยการลาออกของนายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันถัดมา อันเป็นการสิ้นสุด "ยุครัฐบาลสืบทอดอำนาจ" หรือ "รัฐบาลพันทาง" หรือเป็นการปิด "ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของรุ่น 5"
ปัจจุบัน 2565
ถ้าคำตอบในทางกฎหมายยืนยันว่า พลเอกประยุทธ์ สามารถที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปได้ด้วย "อภินิหาร" ของการตีความแล้ว น่าสนใจอย่างมากว่า คำตอบในแบบนิติศาสตร์จะกลายเป็น "จุดระเบิด" ของสถานการณ์แห่งความคับข้องใจทางการเมืองที่สะสมมาตั้งแต่รัฐประหารหรือไม่
เราอาจจะตอบอนาคตไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราเห็นการประกาศการชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรีกำลังก่อตัวขึ้นไม่หยุด ฉะนั้นเราอาจมองในทางรัฐศาสตร์ได้ว่า คำตอบในวันที่ 23 สิงหาคม เพื่ออนุญาตให้พลเอกประยุทธ์อยู่ต่อ จึงน่าจะเป็น "จุดระเบิด" สำคัญ ส่วนจะนำไปสู่ "พฤษภาประชาธิปไตย 2535" หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูอย่างยิ่ง
ฉะนั้น วาระครบรอบ 30 ปีเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จึงวนกลับท้าทายว่า การตีความให้อยู่ต่อจะเป็นเสมือนกับการ "การเสียสัตย์เพื่อชาติ" หรือไม่
เพราะคำประกาศตั้งนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 24 สิงหาคม 2557 มีความชัดเจนในตัวเอง จึงทำให้นักรัฐศาสตร์มองไม่เห็นความจำเป็นในการตีความแต่อย่างใด
การอยู่ต่อได้จึงอาจถูกตีความว่า เป็นการ "เสียสัตย์" ของคำประกาศตั้งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!