svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม nation online

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
เนชั่นทีวี

คอลัมนิสต์

ปรับดุลการเมืองต้องเริ่มที่รัฐสภา ภาพสะท้อนจากเครือข่าย"ปฏิรูปการเมือง"

29 กรกฎาคม 2565
271

เครือข่าย"ปฏิรูปการเมือง"โดยประชาชนให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ทั้งเลือกตั้ง ส.ส.ปี 66 และเลือกตั้ง ส.ว.ปี67 เพราะนี่คือ หน้าต่างแห่งโอกาสสำหรับการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมือง ติดตามจากเจาะประเด็น โดย พลเดช ปิ่นประทีป

 

นับจากปี ๒๕๖๓  คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้ริเริ่มศึกษาพิจารณาและขับเคลื่อนแนวคิดการปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน แบบ "องค์รวม" และ "ทำจากล่างขึ้นบน" อันแตกต่างจากแนวทางเดิมที่ทำกันมาตั้งแต่กระบวนการรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

 

จากเจตนารมณ์ที่ได้ประกาศกันไว้ในงานสัมมนาเครือข่ายประชาชนปฏิรูปการเมือง ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๕ บัดนี้มีผู้นำชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาสังคม ได้ก้าวเข้ามาร่วมขบวนขับเคลื่อนกันเพิ่มขึ้นทุกวัน กลายเป็นเครือข่ายที่หลากหลาย ขยายตัวไปในจังหวัดต่างๆ 

 

"พวกเรามุ่งมั่นร่วมกันที่จะขับเคลื่อนการเมืองสุจริต การเมืองเชิงศีลธรรม การเมืองวิถีใหม่ เปลี่ยนแปลงระบบ โครงสร้างและวัฒนธรรมของการเมืองไทย ก้าวข้ามความแตกแยกทางสังคมที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เอาชนะการเมืองที่ใช้เงินเป็นใหญ่ และลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้จงได้ เพื่ออนาคตของลูกหลานและบ้านเมืองของเรา"

 

ในวงสัมมนา ตั้งเป้าหมายกันว่า ภายใน ๕ ปี อยากเห็นการเมืองไทยก้าวพ้นความขัดแย้งแตกแยกแบบเรื้อรัง และ ภายใน ๑๐ ปี อยากเห็นรัฐสภาไทยเป็นรัฐสภาวิถีใหม่ เป็นการเมืองสุจริต ทำงานการเมืองแบบจิตอาสา สร้างสรรค์ และเป็นสุภาพชน

 

ที่ประชุมรัฐสภา

 

รัฐสภาคือยอดพระเจดีย์ของระบบประชาธิปไตยไทย เป็นโครงสร้างอำนาจส่วนบนสุด เป็นที่ออกกฎหมาย กำหนดกฎเกณฑ์ กติกา และข้อบังคับต่างๆ 

 

รัฐสภาประกอบด้วย ๒ ส่วน ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก(ส.ส.) ๕๐๐ คน และวุฒิสภา มีสมาชิก(ส.ว.) ๒๐๐ คน โดยทั้งหมดนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้ กำหนดให้มาจากฐานที่แตกต่างกัน เพื่อให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลกันและกัน


ส.ส. เลือกโดยประชาชน จากฐานพื้นที่ คือ ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะเป็นผู้เสนอตัวแทนมาให้ประชาชนเลือก ใครอยากเป็นตัวแทนก็ต้องไปสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเสียก่อน และต้องได้รับการคัดสรรจากพรรคการเมืองนั้นให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.  และเมื่อได้รับเลือกตั้งจากประชาชน จึงมีสถานะเป็นตัวแทนประชาชนจากเขตเลือกตั้งนั้น

 

ส่วน ส.ว.นั้น ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์เสนอตัวเข้ามาได้ตามฐานกลุ่มอาชีพ  ซึ่งมี ๒๐ กลุ่มอาชีพให้เลือกตามที่ตนถนัดที่สุด จากนั้นจึงใช้ระบบให้ผู้สมัครมาประชุมเพื่อเลือกกันเอง จากระดับอำเภอไปจังหวัด และสุดท้ายตัดสินกันที่ระดับประเทศ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจึงมีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนโดยสมบูรณ์

 

เครือข่ายปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน จะให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ทั้งเลือกตั้ง ส.ส. ๒๕๖๖ และเลือกตั้ง ส.ว.๒๕๖๗ เพราะนี่คือ หน้าต่างแห่งโอกาสสำหรับการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมืองในโครงสร้างส่วนบนสุด ที่ระดับยอดพระเจดีย์ประชาธิปไตยของประเทศ

 

สัปปายะสภาสถาน เป็นอาคารรัฐสภาที่บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติในปัจจุบัน

 

กลุ่มนักพัฒนาสังคมและชุมชนท้องถิ่น โดยส่วนใหญ่ชอบที่จะวางตัวอยู่ห่างจากการเมืองระดับชาติ ไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวและทำให้เจตนารมณ์ของงานพัฒนาเกิดข้อกังขา  นอกจากนั้นยังทำงานแยกส่วนกันไปตามประเด็นและพื้นที่เฉพาะที่ตนถนัด แต่ละกลุ่มมีแนวคิดที่เป็นอิสระและแตกต่างหลากหลายมาก  รวมตัวกันได้ไม่ค่อยได้นาน จึงไม่สามารถมีองค์กรกลางที่เป็นตัวแทน และขาดพื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสานสนับสนุนซึ่งกันและกัน

 

การรวมตัวของเครือข่ายปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนในครั้งนี้  จึงเป็นความพยายามอีกครั้งของขบวนการที่จะทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ จะเป็นบทพิสูจน์ว่าภาคประชาสังคมไทยสามารถรวมตัวกันได้ และดุลการเมืองที่รัฐสภาก็เปลี่ยนได้เช่นกัน