เนชั่นทีวี

คอลัมนิสต์

ย้อนต้นกำเนิด "โรตีสายไหม" มีที่มาจากไหน ขนมที่ "ลิซ่า" ม้วนโชว์ ทำเอาคนทั้งโลกอยากชิม

15 ก.ค. 2565

ย้อนต้นกำเนิด "โรตีสายไหม" มีที่มาจากไหน ขนมที่ "ลิซ่า" ม้วนโชว์ ทำเอาคนทั้งโลกอยากชิม

เปิดต้นกำเนิด "โรตีสายไหม" มีที่มาจากไหน ขนมที่ "ลิซ่า" ม้วนโชว์ในไอจีสตอรี่ ทำเอาคนทั้งโลกอยากชิม

ถ้าพูดถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งที่จะบรรยายตัวตนได้ดีที่สุด นอกจากความเป็นกรุงเก่า วัดวาอาราม โบราณสถานเก่าแก่อันสวยงาม และมีดอรัญญิกที่ขึ้นชื่อแล้ว อาหารการกินอย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ กุ้งเม่น้ำ รวมถึง "โรตีสายไหม" ก็ถือเป็นตัวแทนที่จะใช้สื่อถึงจังหวัดนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ "โรตีสายไหม" ขนมสุดคลาสสิคที่หากใครเดินทางมาที่นี่แล้วก็มักจะนำติดไม้ติดมือมาฝากคนทางบ้านอยู่เสมอ

 

ย้อนต้นกำเนิด "โรตีสายไหม"

ล่าสุด “ลิซ่า” ซูปเปอร์สตาร์ นักร้องวงแบล็กพิงค์ โพสต์ไอจีสตอรี่ ขณะกำลังม้วน "โรตีสายไหม" พร้อมขนมไทยอีกหลายชนิด ทำเอาบรรดาแฟนคลับรีบไปหามารับประทานตามกันเป็นทิวแถว (คลิกอ่านรายละเอียด)

 

ดังนั้น ไหนๆก็มีนักร้องระดับซุปตาร์จุดกระแสโรตีสายไหมขึ้นมาให้คนรู้จักไปทั่วโลกแล้ว วันนี้ทีมข่าวเนชั่นออนไลน์จึงขอนำประวัติโรตีสายไหมมาฝากกันเสียเลย ไอ้เจ้าขนมที่หวานฉ่ำที่ว่านี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร   

 

“ลิซ่า” ซูปเปอร์สตาร์ นักร้องวงแบล็กพิงค์

 

ย้อนต้นกำเนิด "โรตีสายไหม" มีที่มาจากไหน ขนมที่ "ลิซ่า" ม้วนโชว์ ทำเอาคนทั้งโลกอยากชิม

จากการค้นคว้าข้อมูลส่วนใหญ่มีอยู่ 2 กระแส ว่ากันว่าโรตีสายไหมเดิมทีเป็นของชาวแขก นับเป็นอาหารประเภทขนมหวานชนิดชนิดหนึ่ง มีส่วนประกอบหลักอยู่สองส่วน คือแผ่นแป้ง และส่วนไส้ที่เป็นน้ำตาล เคี่ยวทำเป็นเส้นฝอยที่เรียกว่าสายไหม เวลากินจะนำแผ่นแป้งมาห่อไส้และม้วน

 

ย้อนกลับในยุคเริ่มต้น มีชาวไทยเชื้อสายจีน ชื่อนางนภาพร นันทสุขเกษม ขณะนั้นอายุ 13 ปี ได้ไปเรียนการทำเส้นสายไหมและกลับมาทำจนสำเร็จ แต่เนื่องจากไม่มีทุนมากพอที่จะเรียนหลักสูตรการทำแป้งโรตี จึงประยุกต์ใช้แป้งบางที่ชาวจีนเรียกว่าแป้งเปาะเปี๊ยะในการห่อเส้นสายไหมแทน จึงเกิดเป็นโรตีสายไหมแป้งบางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

ย้อนต้นกำเนิด "โรตีสายไหม" มีที่มาจากไหน ขนมที่ "ลิซ่า" ม้วนโชว์ ทำเอาคนทั้งโลกอยากชิม

 

ส่วนการนำโรตีสายไหมเข้าไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น มีการบันทึกเป็นเรื่องราวเล่าต่อๆ กันมา กระทำโดย "นายบังเปีย แสงอรุณ" หรือ "ซาเล็ม แสงอรุณ" ซึ่งเป็นชาวมุสลิม ด้วยความที่ครอบครัวมีฐานะยากจน มีลูกมากถึง 10 คน เมื่อตอนอายุ 11 ขวบ บังเปียตัดสินใจออกจากบ้านไปรับจ้างช่วยทำขนมหวานอยู่กับอา ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เช่น โรตีกรอบ โรตีใส่นมแล้วนำไปขายที่บริเวณวัดหลวงพ่ออี๋ ในแต่ละวันเมื่อขายขนมเสร็จแล้วจะต้องกลับไปเคี่ยวน้ำตาลเพื่อนำไปหยอดที่แป้งกรอบ บางครั้งเคี่ยวนานไปน้ำตาลจึงแข็ง บังเปียจึงทดลองดึงน้ำตาลให้ยืดขึ้นเพื่อให้น้ำตาลอ่อนตัวหยอดที่โรตีกรอบได้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำโรตีสายไหม และฝึกหัดดึงน้ำตาลเคี่ยวให้เป็นเส้นไหมจากความบังเอิญ ทำอยู่หลายปีจนเกิดความชำนาญ

 

จากนั้นในปี พ.ศ. 2506 ได้เดินทางกลับไปบ้านที่อยุธยาแล้วย้ายไปเช่าบ้านอยู่ที่ข้างสุเหร่าวัฒนา อำเภอพระนครศรีอยุธยา ทำโรตีสายไหมใส่กล่องไม้สะพาย ถีบจักรยานคู่ใจเร่ขายไปทั่ว

 

ย้อนต้นกำเนิด "โรตีสายไหม" มีที่มาจากไหน ขนมที่ "ลิซ่า" ม้วนโชว์ ทำเอาคนทั้งโลกอยากชิม

สมัยนั้นคนซื้อจะนำเหรียญสลึงมาหย่อนลงในช่องที่มีรูเจาะไว้ เข็มที่หน้าปัดซึ่งมีตัวเลขเขียนไว้จะหมุน เมื่อเข็มหยุดที่เลขใดก็จะได้จำนวนชิ้นเท่านั้น เป็นที่สนุกสนานของคนซื้อเป็นอย่างมาก

 

บังเปียขายอยู่หลายปี กระทั่งในปี พ.ศ. 2520 ได้แต่งงานกับนางมั่น ชาวโคราช มีบุตรชาย 3 คน และผู้หญิง 2 คน จึงคิดที่จะสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นกว่าที่เป็นอยู่ จึงได้ย้ายไปเช่าบ้านอยู่ในตัวเมืองอยุธยา ริมถนนอู่ทอง และช่วยกันทำโรตีสายไหมขายเป็นอาชีพ จนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

บังเปียไม่หยุดนิ่งในฝีมือ หมั่นปรับปรุงรสชาติ จนกิจการขยายตัวเป็นที่รู้จักของชาวอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง จึงชักชวนพี่น้องทั้ง 6 คน ให้มายึดอาชีพทำโรตีสายไหมขาย ทำให้ตระกูลแสงอรุณขยายกิจการกระจายไปทั่วถนนอู่ทอง และขยายวงกว้างไปตามเส้นทางสายเอเชีย ถนนมิตรภาพ โรตีสายไหมจึงกลายเป็นขนมประจำจังหวัดอยุธยา และได้รับความนิยมกันทั่วไปในที่สุด

 

ย้อนต้นกำเนิด "โรตีสายไหม" มีที่มาจากไหน ขนมที่ "ลิซ่า" ม้วนโชว์ ทำเอาคนทั้งโลกอยากชิม

 

ปัจจุบันร้านขนมโรตีสายไหมมีขายเกลื่อนสองข้างทาง ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดอยุธยา ในกรุงเทพมหานครที่ขายกันมากแห่งหนึ่ง ก็จะเป็นถนนสุวินทวงศ์ ส่วนโรตีสายไหมหยอดเหรียญในยุคนี้นานๆทีจะได้เห็นสักครั้งตามงานวัดในต่างจังหวัด 

 

ดังนั้น เมื่อทราบประวัติของโรตีสายไหมกันแล้ว ใครผ่านไปเจอร้านค้าก็อย่าลืมอุดหนุน จะกินเองหรือใช้เป็นของฝากก็ไม่น่าเกลียด จะได้ไม่ตกเทรนด์ไปกับ “น้องลิซ่า”