เนชั่นทีวี

Business

“พิพัฒน์” กางแผนพลิกโฉมคมนาคมไทย เชื่อมรถไฟจีนตอนใต้ถึงมาเลเซีย

21 ต.ค. 2569 | prisana_tha

“พิพัฒน์” กางแผนพลิกโฉมคมนาคมไทย เชื่อมรถไฟจีนตอนใต้ถึงมาเลเซีย

“พิพัฒน์” กางแผนพลิกโฉมคมนาคมไทย เชื่อมรถไฟจีนตอนใต้ถึงมาเลเซีย ดันไทยฮับขนส่ง 2 มหาสมุทร - เดินหน้าหาแผนสำรองหลังยกเลิกแลนด์บริดจ์ ชูไทยทำเลทองเชื่อมจีน อินเดีย ตลาดโลก มั่นใจยุค “อนุทิน” พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

“พิพัฒน์” กางแผนพลิกโฉมคมนาคมไทย เชื่อมรถไฟจีนตอนใต้ถึงมาเลเซีย ดันไทยฮับขนส่ง 2 มหาสมุทร - เดินหน้าหาแผนสำรองหลังยกเลิกแลนด์บริดจ์ ชูไทยทำเลทองเชื่อมจีน อินเดีย ตลาดโลก มั่นใจยุค “อนุทิน” พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • พิพัฒน์ เร่งพัฒนารถไฟทางคู่กว่า 2,800 กม. เชื่อมจีนตอนใต้ถึงมาเลเซีย คาดแล้วเสร็จก่อนปี 2577
  • คมนาคม จ่อขยายถนนภาคใต้ - เปิดใช้มอเตอร์เวย์ N6 ถาวร 25 ธ.ค.นี้ แก้ปัญหาจราจรและขนส่งสินค้า
  • พิพัฒน์ ชูยุทธศาสตร์เพิ่มท่าเรือ 2 มหาสมุทร - ขยายคลังสินค้าสุวรรณภูมิ ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก

21 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าค่ำวานนี้ (20 ต.ค.69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวบนเวที DINNER TALK - NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA ที่เครือ NATION จัดขึ้นที่ Paragon Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศว่า ปัจจุบันระบบทางคู่ของประเทศไทยมีแล้ว 1,111 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างกว่า 900 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างประมาณ 500 กิโลเมตร หากแล้วเสร็จประเทศไทยจะมีระบบทางคู่ครอบคลุมกว่า 2,800 กิโลเมตร สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่ทางจีนตอนใต้ สปป.ลาว ถึงปาดังเบซา ชายแดนมาเลเซีย และอยู่ระหว่างการศึกษาเส้นทางหาดใหญ่-ปัตตานี-นราธิวาส ถึง สุไหงโก-ลก และไม่เกินปี 2577 ประเทศไทยจะมีรถไฟทางคู่ ตั้งแต่เหนือ อีสาน จนถึงภาคกลาง และเชื่อมถึงภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ถึงท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อขนถ่ายสินค้า

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงการพัฒนาการขนส่งบนถนนว่า การพัฒนาสู่พื้นที่ภาคใต้ ยังล้าหลัง ซึ่งในปี 2570 กระทรวงคมนาคม จะขยายถนนคู่ขนานสายถนนเพชรเกษม ตั้งแต่ปากท่อ-นครปฐม ถึงเพชรบุรี ผ่านแก่งกระจาน บรรจบที่ปราณบุรี พร้อมยังมีโครงการขยายถนนเป็นแบบ 8 ช่องการจราจร และยกระดับถนน 4 ช่องการจราจรกลาง เป็นมอเตอร์เวย์ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และจะมีสะพานยกระดับข้ามแยกด้วย โดยนำงบประมาณจากกองทุนมอเตอร์เวย์ และการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ผ่าน Thailand Future Fund ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการต่อไป และปลดล็อกการจราจรสู่พื้นที่ภาคใต้

 

ส่วนการพัฒนาถนนเส้นทางสู่ภาคเหนือ และภาคอีสานนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันถนนสาย N6 ได้มีการเปิดใช้ในวันศุกร์ถึงอาทิตย์ และจะเริ่มเปิดถาวรวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่บางปะอินสู่นครราชสีมา ส่วนเส้นทางอื่นๆ ใน N5 จากดินแดงสู่ดอนเมือง ก็จะมีการพัฒนาเส้นทางดังกล่าว ให้ไปบรรจบต่างระดับบางปะอิน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ ในปี 2571

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงการเชื่อมประเทศไทยกับโลกทางน้ำ หรือทางทะเลว่า ประเทศไทยติดกับมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก ท่ามกลางมหาอำนาจทางประชากร ทั้งจีน และอินเดีย พร้อมยังเห็นว่า การจะเชื่อมโลกทางทะเล ประเทศไทย จำเป็นจะต้องมีท่าเรือเพิ่ม เพราะท่าเรือแหลมฉบังปัจจุบันเต็มอัตรากำลังความสามารถแล้ว แม้จะถมทะเลขยายท่าเรือ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 4 ปีข้างหน้า ก็น่าจะสามารถรับตู้สินค้าเพิ่มได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล จึงควรจะต้องมีท่าเรือที่ 2 และ 3 เพิ่ม ซึ่งจะต้องสามารถออกไปยังมหาสมุทรอินเดียได้เพิ่ม เพราะท่าเรือน้ำลึกที่ระนอง ยังมีขนาดเล็ก เรือใหญ่ไม่สามารถเทียบท่ารับสินค้าได้ กระทรวงคมนาคม จึงอยู่ระหว่างการสำรวจหลังจากที่กระทรวงฯ ได้ยกเลิกแลนด์บริดจ์ไปแล้วว่า จะสามารถสร้างท่าเรือฝั่งอันดามัน เพื่อกระจายสินค้าจากประเทศไทย ไปยังมหาสมุทรอินเดีย เพื่อไปยังตะวันออกกลาง และยุโรปได้อย่างไร เพราะการขนส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังปัจจุบัน ยังต้องผ่านสิงคโปร์ หรือต้องขนส่งทางรถยนต์ เพื่อไปด่านสะเดา บรรจบตอนกลางของมาเลเซีย

 

รวมถึงทะเลฝั่งอ่าวไทย ยังควรมีการศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 ขณะนี้มีอยู่แล้วที่จังหวัดสงขลา แต่เรือใหญ่ก็ยังไม่สามารถเทียบท่ารับสินค้าได้ ดังนั้นจึงต้องหาแนวทางให้เรือใหญ่เข้ามารับสินค้า และเชื่อมโยง 2 สมุทร โดยใช้ระบบรางเป็นตัวเชื่อมโยงในการขนส่งสินค้า ตั้งแต่จีนตอนใต้ เข้าภาคกลาง ลงภาคใต้ หรือสามารถเชื่อม 2 มหาสมุทร และเชื่อมโยงต่อระบบรางเพื่อไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ มหาสมุทรอินเดียได้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งทางทะเล

 

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงการขนส่งทางอากาศว่า ปัจจุบันใช้ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งมีการขนส่งทางอากาศประมาณ 1,774,000 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม่ถึง 1% ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก แต่เมื่อคิดเป็นวงเงินแล้ว มีมูลค่า 33% ของการส่งออก หรือ 3,500,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงนามคลังสินค้าแห่งที่ 3 โดยสามารถเข้าบริหารดำเนินการได้ ในปี 2572 ซึ่งเมื่อดำเนินธุรกรรมแล้ว จะสามารถขนถ่ายสินค้าเพิ่มได้ 600,000-700,000 ตันต่อปี ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ถึง 44% หรือ 5,500,000 ล้านบาท

 

และในอนาคตหากมีการขนส่งสินค้ามากกว่านั้น ก็จะขยายการดำเนินการไปที่ดอนเมือง และอาจใช้อู่ตะเภาเพิ่มเติม หรือหากศักยภาพรองรับไม่เพียงพอ ก็อาจจะขยายไปใช้งานต่อที่สนานบินกระบี่เพิ่มเติม และจะหาวิธีการขนย้ายสินค้าจากจังหวัดกระบี่ เพื่อกระจายไปยังผู้ประกอบการต่าง ๆ

 

นายพิพัฒน์ ยังย้ำว่า ภูมิศาสตร์ประเทศไทยมีความได้เปรียบ ท่ามกลาง 2 มหาอำนาจด้านประชากร ทั้งจีน และอินเดีย รวมถึง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้น จะต้องหาวิธีการขนถ่ายสินค้า และทำให้ประเทศไทย เป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางของผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเดินทางไปทวีปใด หรือจะแวะพัก และท่องเที่ยวโดยประเทศไทย ก่อนเดินทางต่อไปยังอาเซียน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องกลับมาทบทวนเพื่อใช้ประโยชน์ดังกล่าว

 

นายพิพัฒน์ ยังเห็นว่า วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และยุโรปในวันนี้ถือว่า เป็นโอกาสของประเทศไทยที่มีความสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นครัวโลก ตนจึงมีความมั่นใจในประเทศไทย และนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำเสมอที่จะให้แต่ละกระทรวงเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ตนจึงมั่นใจ และมีความเชื่อว่า ภาคเอกชน และภาคธุรกิจ ก็มีความมั่นใจในศักยภาพประเทศไทย ที่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีความสำเร็จ สามารถเป็นศูนย์กลางทางอากาศ และทางทะเลได้ และกำลังจะมีระบบรางที่เชื่อมจีนตอนใต้ และสิงคโปร์ โดยผ่านมาเลเซีย และสิ่งใดที่อดีตทำไม่ได้ ตนมั่นใจว่า ในยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั้น สามารถทำได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับนักธุรกิจด้วยว่า จะให้การสนับสนุน หรือให้ข้อแนะนำอย่างไร ซึ่งตนพร้อมรับฟังคำติชม และรับข้อมูลต่าง ๆ

 

ทั้งนี้มั่นใจว่าประเทศไทยสามารถเดินต่อได้ และต้องฟื้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากไม่ฉวยโอกาสในเวลานี้ โอกาสประเทศไทยอาจหลุดลอยได้ จึงขอให้มั่นใจในการเป็นผู้นำของนายอนุทิน

ข่าวล่าสุด