ทั้งหมดมีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่วงจร "หนี้พอกหางหมู" และเสี่ยงตกเป็นเหยื่อเจ้าหนี้นอกระบบ เจอตามทวงด้วยแก๊งหมวกกันน็อก ส่วนการหยิบยืมจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ก็เสี่ยงทำลายความสัมพันธ์ แถมยังอาจลุกลามเป็นปัญหาขององค์กร ทำให้พนักงานเครียด ขาดงาน และตัดสินใจลาออก เพราะความเดือดร้อนแบบฉุกเฉินมักไม่เข้าใครออกใคร เช่น จู่ๆ รถเสีย ลูกน้อยเข้าโรงพยาบาล ฯลฯ
เพื่อแก้ปัญหานี้ โลกการเงินจึงพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า EWA (Earned Wage Access) หรือการเบิกเงินค่าจ้างตามที่ได้ทำงานจริงไปแล้วล่วงหน้า จุดเด่นของนวัตกรรมนี้ ไม่ใช่การกู้หนี้ หรือเพิ่มวงเงินสินเชื่อ แต่เป็นการนำเงินของตัวเอง จากรายได้ที่ตัวเองทำงาน นำมาใช้จ่ายล่วงหน้าตามความจำเป็น
ตัวอย่างเช่น พนักงานเงินเดือน 15,000 บาท ทำงานมาแล้ว 15 วัน หากฉุกเฉินสามารถดึงเงินค่าจ้างส่วนนี้ออกมาใช้ก่อนได้ 10-20% (ราว 1,500-2,000 บาท) โดยเสียเพียงค่าธรรมเนียมรายครั้ง (Flat Fee) ไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยมหาโหด ซึ่งระบบนี้ในต่างประเทศใช้แก้ปัญหามานานกว่า 10 ปีแล้ว
สำหรับในประเทศไทย เริ่มมีผู้ให้บริการหลายรายเข้ามาทำตลาด ล่าสุด บมจ. ชโย กรุ๊ป (CHAYO) ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารสินทรัพย์และการติดตามหนี้ ได้โดดร่วมวงตลาด EWA โดยมีจุดแข็งที่แตกต่างจากรายอื่นอย่างชัดเจน คือ สายป่านทุนหนา มีความพร้อมด้านสภาพคล่องในการสำรองจ่ายสูง เพราะมีเครือข่ายธุรกิจสินเชื่อรองรับโดยตรง
ว่ากันว่า ชโย กรุ๊ป ไม่ได้โดดเข้ามาเพื่อแข่งในตลาดนี้เท่านั้น แต่ต้องการต่อยอดแก้หนี้ครบวงจร กล่าวคือ ไม่ใช่แค่ให้เบิกเงิน แต่สามารถพ่วงการจัดโครงสร้างหนี้ หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิมของพนักงานให้อยู่ในระบบด้วยดอกเบี้ยที่ถูกลงด้วย
พูดง่ายๆ คือ ชโย กรุ๊ป จะเข้ามาเป็น “ผู้ช่วย” หรือ “ที่ปรึกษาการเงินระยะยาว” ทำให้พนักงานบริษัท หรือ ลูกจ้าง ไร้ความเสี่ยงหนี้เสีย ใช้ระบบหักเงินผ่านบัญชีเงินเดือนขององค์กรนายจ้าง ทำให้ NPL เป็นศูนย์ และคิดค่าธรรมเนียมกับพนักงานในอัตราต่ำมาก
ชโย กรุ๊ป มีฐานลูกค้าพร้อมในมือ มีเครือข่ายพันธมิตรโรงงานและบริษัทเอาท์ซอร์สที่สามารถนำระบบ EWA ไปใช้ช่วยเหลือพนักงานรายวันและรายเดือนได้ทันที
นวัตกรรม EWA จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เปลี่ยนการ “รอเงินเดือนออก” เป็นการ “เข้าถึงค่าจ้างเมื่อจำเป็น” ช่วยให้พนักงานหลุดพ้นวงจรหนี้นอกระบบ และช่วยองค์กร รักษาบุคลากรไว้ได้อย่างยั่งยืน
ภาพและข้อมูลจาก Chayo Capital PCL.