นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังขอให้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจัดทำแผนแม่บทและรูปแบบการบริหารจัดการล้งชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเองในอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้และรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งล้งชุมชนเพิ่มเติมในอำเภอบางแพ ก่อนขยายสู่จังหวัดผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญทั่วประเทศ
นางศุภจี กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งตรวจสอบกระบวนการแปรรูปมะพร้าวและการดำเนินธุรกิจของล้งรับซื้ออย่างเข้มงวด หลังพบความเสี่ยงของการปลอมปนวัตถุดิบบางประเภท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมทั้งระบบ โดยขณะนี้ได้เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปแล้ว 24 แห่ง และพบผู้ประกอบการบางรายที่เข้าข่ายกระทำผิด จึงได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมทั้งประสานจังหวัดและเครือข่ายเกษตรกรร่วมแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการปลอมปนน้ำมะพร้าว ซึ่งกระทบต่อมาตรฐานสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และราคาผลผลิตของเกษตรกร
“ล้งชุมชนแห่งนี้เป็นต้นแบบที่สะท้อนความร่วมมือของเกษตรกรในพื้นที่ในการรวบรวมผลผลิตคุณภาพเข้าสู่ระบบที่ได้มาตรฐาน เป็นทางเลือกสำคัญให้สมาชิกสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องปอกเปลือกมะพร้าว ระบบสายพาน และอุปกรณ์คัดแยกผลผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต” นางศุภจี กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้นำผู้ซื้อภายในประเทศเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับวิสาหกิจชุมชน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างความมั่นคงด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรในระยะยาว
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าวภายใต้แนวคิด Zero Waste โดยนำเปลือกมะพร้าว กะลามะพร้าว และวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เชื้อเพลิง ไบโอชาร์ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารออมสินและ SME D Bank เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการแปรรูป
นางศุภจี กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิตผ่านล้งชุมชน การแปรรูป การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลาย จะช่วยแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบอย่างยั่งยืน และยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
ด้านนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ล้งชุมชนเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยระยะแรกมุ่งเน้นการรองรับตลาดภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย โมเดิร์นเทรด และหน่วยงานในพื้นที่ ก่อนขยายสู่ตลาดส่งออก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ซื้อหลายรายให้ความสนใจเข้ามาเชื่อมโยงธุรกิจแล้ว พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตและใช้ความร่วมมือกับโรงงานมาตรฐานในรูปแบบ OEM เพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่เอง
นายจรัญ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของล้งชุมชนคือการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำเหลือเพียง 2–3 บาทต่อลูกดังเช่นที่ผ่านมา
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางศุภจี ยังได้ติดตามต้นแบบการพัฒนามะพร้าวน้ำหอมมูลค่าสูงของ Aromatic Farm จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจาก “สินค้าปริมาณ” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจสอบสายพันธุ์ด้วย DNA Marker การใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell ตลอดจนการสร้างแบรนด์และพัฒนาตลาดระดับพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายเสรี อรรคทิมากูล ประธานวิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ตลอดจนผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม
สำหรับข้อมูลสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะปลูกจำนวน 56,522 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 305,706 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน มีผลผลิตรวม 877,681 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.80 จากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,643 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 และในปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) สินค้ามะพร้าวมีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 533,353 ตัน คิดเป็นมูลค่า 568.07 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.18 โดยแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และสงขลา ทั้งนี้ ผลผลิตประมาณร้อยละ 30 จำหน่ายภายในประเทศ และอีกร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ