เปิด 5 ปมร้อน TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ที่ต้องเร่งตรวจสอบ
02 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

ถอด 5 คำถามคาใจโครงการ TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ตั้งแต่ปม TOR ประมูล AI สิทธิ์ 5 ล้านคน ถึงข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
Business
02 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

ถอด 5 คำถามคาใจโครงการ TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ตั้งแต่ปม TOR ประมูล AI สิทธิ์ 5 ล้านคน ถึงข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
KEY
POINTS
จาก 5 คำถามคาใจ จากโครงการ “TH-AI Passport” นำมาสู่ข้อสังเกต และประเด็นตรวจสอบทางการเมือง ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าไม่จบง่ายๆ แน่นอน
1. แก่นของปัญหานี้ ไม่ใช่ “ประเทศไทยควรมี AI แบบด่วนๆ หรือไม่” ตามที่รัฐบาลอ้างเป็นเหตุผลในการชี้แจง
เพราะคำตอบชัดตรงกันอยู่แล้วว่า “ควรมี” แต่ปัญหาอยู่ที่ “วิธีใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท” ว่ามีความโปร่งใส คุ้มค่า แข่งขันจริง และวัดผลได้จริงหรือไม่
การช่วยให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI หรือการเพิ่ม AI adoption ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงและใช้ AI เป็นเรื่องดี
แต่สิ่งที่รัฐบาลยังตอบได้ไม่ชัดเจน ก็คือ ข้อสังเกตเรื่อง TOR , ราคากลาง , ผู้ชนะประมูล และความเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายการเมืองกับบริษัทผู้ชนะประมูล
2. เรื่องนี้เข้าสู่โหมด “ตรวจสอบทางการเมือง” ไปแล้ว
“ข่าวข้นคนข่าว เนชั่นทีวี” สัมภาษณ์ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินฯ สภาผู้แทนราษฎร หรือ กรรมาธิการ ปปง. ได้รับการยืนยันว่า สัปดาห์นี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กระทรวงดีอี , กรมบัญชีกลาง และ ปปง. เข้าชี้แจง เพื่อตรวจสอบเรื่องความไม่โปร่งใส เส้นทางการเงิน และความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน
โดยในส่วนของ ปปง. ต้องเชิญมา เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ส่วนกระทรวงดีอี ยังไม่ได้เชิญรัฐมนตรี เพราะเป็นโครงการที่ใช้เงินกองทุน กสทช. จึงเชิญปลัดกระทรวงดีอี เข้าชี้แจง
3. คำถามคาใจขยายวงไปมาก นอกจากที่ “ข่าวข้นคนข่าว” ตั้งเอาไว้ และมีการถาม-ตอบกันในสภาแล้ว เช่น
- ทำไมต้อง 5 ล้านสิทธิ์
- ทีโออาร์ ล็อกสเปคหรือไม่
- กระบวนการเสนอราคา และราคากลางกับราคาของบริษัทที่ชนะ ใกล้กันเกินไปหรือไม่
เหล่านี้ถามกันไปหมดแล้ว แต่ยังมีประเด็นลุกลาม และแหลมคมมาก ก็คือ “ทำไมต้องซื้อ AI ผ่านตัวกลาง” คือ บริษัทที่ชนะประมูล
คำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะโครงการคือ การให้ประชาชนใช้ Generative AI ระดับ Pro/Premium แล้วทำไมรัฐไม่เจรจาตรงกับผู้ให้บริการ AI รายใหญ่ หรือซื้อแบบ enterprise หรือ government package โดยตรง
ล่าสุดมีข่าวจากสิงคโปร์ว่า รัฐบาลสิงคโปร์ดีลตรงกับบริษัทผู้ให้บริการ AI รายใหญ่ แถมยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเยอะมาก แทบไม่ต้องใช้งบประมาณของประเทศด้วยซ้ำ
ประเด็นนี้ รัฐบาลอาจจะอธิบายว่า การซื้อผ่าน “ตัวกลาง” เพราะสามารถเพิ่มมูลค่าหลายอย่าง เช่น การจัดสิทธิ์ 5 ล้านสิทธิ์ให้กับผู้ที่เหมาะสม การจัดอบรม และการประชาสัมพันธ์
แต่ก็ยังมีคำถามตามมาอีกว่า มูลค่าที่ตัวกลางได้รับ กับมูลค่าที่ตัวกลางให้กับรัฐ เหมาะสม หรือสมเหตุสมผลแค่ไหน? เพราะถ้าสาระสำคัญของโครงการคือ “ซื้อ license มาแจก” ความคุ้มค่าจะถูกตั้งคำถามหนักยิ่งขึ้น
4. ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของโครงการนี้คือ กลายเป็นการ “แจกสิทธิ์ดิจิทัล” มากกว่า “สร้างทักษะดิจิทัล” ให้กับประชาชน
- ฉะนั้น “ตัวชี้วัด” จึงสำคัญมาก
- ถ้าโครงการวัดแค่จำนวนคนสมัคร จะเหมือนแจกคูปอง แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมจริง
- ตัวชี้วัดที่ควรมี เช่น active users รายเดือน , จำนวน prompt ต่อคน , จำนวนงานที่สร้างได้จริง , ผลิตภาพของเอสเอ็มอี ที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น
- หลายฝ่ายกลัวว่า จะซ้ำรอยโครงการฝึกอบรมองภาครัฐ คือ “อบรมครบ ถ่ายรูปครบ เบิกงบครบ แต่ impact ต่ำ”
- เริ่มมีการพูดกันมากว่า Bootcamp 4 ครั้ง จำนวน 4,000 คน ที่กำหนดในทีโออาร์ ซึ่งหมายถึง “โปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเรียนรู้และเสริมทักษะแบบเร่งรัด” นั้น ใครคือผู้ที่ผ่านการคัดเลือก หรือจะเน้นเฉพาะ “หัวคะแนนพรรคการเมือง” หรือ “หัวคะแนนเสื้อสีน้ำเงิน” หรือไม่
งานนี้หลายฝ่ายกำลังนินทาว่า รัฐบาลกำลังสร้างฐานการเมืองใหม่ เหมือนที่ได้ฐาน อสม. ช่วงที่คุมกระทรวงสาธารณสุข ได้ฐานฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะ อส. ช่วงที่คุมกระทรวงมหาดไทย และล่าสุดอาจได้ฐานคนใช้ AI จากการแจกสิทธิ์ 5 ล้านสิทธิ์ และ Bootcamp อีก 4,000 คน เน้น “หัวคะแนน - หัวกะทิ”
5.แต่การผลักดันโครงการนี้ นอกจากคำถามคาใจแล้ว ก็ยังมีข้อดีอยู่ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะ
- ลด digital divide ด้าน AI หรือ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง AI ในกลุ่มคนมีรายได้น้อย นักเรียน ครู เอสเอ็มอี ในต่างจังหวัด
- เป็นการส่งสัญญาณว่า AI เป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลเสียที
- ถ้าออกแบบดี จะช่วยเอสเอ็มอีได้จริง
- สามารถต่อยอดให้เกิด National AI หรือ แพลตฟอร์ม AI ระดับชาติ และ Thai LLM หรือ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยขนาดใหญ่
ซึ่งจะทำให้ไทยมี “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อีกมากมาย
ปัญหาคือ เราจะไปถึงจุดนั้นหรือไม่ หรือจะตกม้าตายเพราะความไม่โปร่งใส กับปัญหาธรรมาภิบาล
ข่าวล่าสุด