เนชั่นทีวี

Business

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เดินหน้าต่อ จ่อชง 'ไทยช่วยไทยพลัส' เข้า ครม. สัปดาห์หน้า

13 พ.ค. 2569

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เดินหน้าต่อ จ่อชง 'ไทยช่วยไทยพลัส' เข้า ครม. สัปดาห์หน้า

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน มีผลบังคับใช้แล้ว 'เอกนิติ' ยันเดินหน้าตามปกติ ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ่อฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมชง 'ไทยช่วยไทยพลัส' เข้า ครม. สัปดาห์หน้า เริ่มใช้เงิน 1 มิ.ย. ตามไทม์ไลน์เดิม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยย้ำว่า พระราชกำหนดฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วทันที 1 วันหลังจากลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฝ่ายบริหารจึงสามารถเดินหน้าการทำงานตามปกติเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันที ส่วนกระบวนการทางศาลและทางนิติบัญญัตินั้นก็ปล่อยให้ดำเนินการคู่ขนานกันไป

การออก พ.ร.ก. กู้เงินในครั้งนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจุบันเป็นวิกฤตด้านต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลามจนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูงพร้อมกัน หรือ "Stagflation"

นายเอกนิติ กล่าวว่า วานนี้ (12 พ.ค.) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้อธิบายและชี้แจงข้อกฎหมายให้ ครม. ทราบอย่างชัดเจนว่า พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว 1 วันหลังจากลงราชกิจจานุเบกษา
 

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตามรัฐธรรมนูญ การยื่นฟ้องจะสามารถทำได้เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกับมาตรา 172 ในขณะที่ประเด็นเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนนั้น ถือเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มีการพูดคุยในประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่า หากจะมีการฟ้องร้อง ก็จะฟ้องได้เฉพาะตามมาตรา 172 เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลขอยืนยันว่า วิกฤตการณ์ด้านค่าครองชีพและปัญหาปากท้องของประชาชนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่นี้ ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับ การรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันที่จะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะซึ่งกำหนดไว้ที่ 70% ซึ่งเดิมทีมีการเสนอวงเงินกู้สูงถึง 5 แสนล้านบาท แต่ได้ปรับลดลงเหลือ 4 แสนล้านบาท เพื่อควบคุมไม่ให้เกินเพดานหนี้และรักษาเสถียรภาพทางการคลัง จากความมุ่งมั่นดังกล่าว

“หากไม่นับรวมหนี้รัฐวิสาหกิจและกองทุนฟื้นฟูฯ หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพี และเมื่อรวมแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้ที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี” 

ทั้งนี้ ต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยซึ่งสะท้อนได้จากรายงานล่าสุดที่ R&I (Rating and Investment Information) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย (Rating) ไว้ที่ระดับ A- และมีเสถียรภาพ (Stable)

สำหรับการปรับปรุงแผนบริหารหนี้จะเริ่มดำเนินการกู้รอบแรกกว่า 2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะใช้วิธีทยอยกู้ตามความจำเป็นของโครงการ เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้เงินมากองทิ้งไว้ซึ่งจะทำให้รัฐเสียดอกเบี้ยโดยเปล่าประโยชน์

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะพิจารณาควบคู่ไปกับ โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่เป็นการควบรวมโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมเข้ากับสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบูรณาการการช่วยเหลือประชาชน

ยืนยันว่า ไทม์ไลน์ของโครงการยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม คือจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเฟสแรก ในวันที่ 25 พ.ค.นี้และเริ่มใช้สิทธิได้ในวันที่ 1 มิ.ย. เป็นเวลา 2 เดือน และเฟสที่ 2 อีก 2 เดือน ส่วนเรื่องจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา