โรงพยาบาลรัฐตึงตัว ดันคนไข้ไหลเข้าเอกชน
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลรวม 1,491 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ 1,110 แห่ง และเอกชน 381 แห่ง แม้ระบบรัฐยังเป็นฐานหลักในการดูแลประชาชน แต่กำลังเผชิญภาระผู้ป่วยจำนวนมากภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อัตราครองเตียงของโรงพยาบาลรัฐเฉลี่ยอยู่ในระดับ 80–90% และบางพื้นที่สูงเกิน 100% สะท้อนภาวะ “เตียงเต็ม” ที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องรอรับบริการนาน 5–8 ชั่วโมงต่อครั้ง
เมื่อ “เวลา” และ “คุณภาพบริการ” กลายเป็นต้นทุนสำคัญ ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อจึงหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการเริ่มชัดเจนขึ้น
ประกันสุขภาพ กลายเป็นตัวเร่งต้นทุนโดยไม่รู้ตัว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือบทบาทของประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในระบบรักษาพยาบาล โดยผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้จ่ายค่ารักษาเต็มจำนวนด้วยตนเอง ทำให้ “ความรู้สึกต่อราคา” ลดลง และมีแนวโน้มใช้บริการทางการแพทย์มากขึ้น
ในอีกด้าน โรงพยาบาลเองก็ไม่ได้ถูกกดดันให้แข่งขันด้านราคามากนัก เพราะผู้จ่ายเงินหลักคือบริษัทประกัน ไม่ใช่ผู้ป่วยโดยตรง
ผลลัพธ์คือ ค่าใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก่อนถูกส่งกลับไปยังประชาชนในรูปของเบี้ยประกันที่แพงขึ้น และภาระร่วมจ่ายที่สูงขึ้นในที่สุด
เทคโนโลยี-ค่าหมอ-ราคายา ตัวเร่ง Medical Inflation
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากแรงจูงใจหลายด้านที่ทำงานพร้อมกัน
โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น MRI, CT Scan และการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่ก็มาพร้อมต้นทุนมหาศาล
เมื่อการลงทุนสูง โรงพยาบาลย่อมมีแรงจูงใจในการใช้งานเพื่อให้คุ้มทุน ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่การตรวจหรือรักษาที่เกินความจำเป็น
สงครามค่าตอบแทนแพทย์เอกชน
บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง กลายเป็นทรัพยากรที่มีการแข่งขันสูงในตลาด
แพทย์ทั่วไปในภาครัฐมีรายได้เฉลี่ย 50,000–80,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 80,000–140,000 บาท ส่วนแพทย์เฉพาะทางอาจสูงถึง 160,000–350,000 บาทต่อเดือน
ต้นทุนด้านบุคลากรจึงกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของค่ารักษาพยาบาล
ราคายาและเวชภัณฑ์ ยังขาดความโปร่งใส
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือความแตกต่างของราคายาและเวชภัณฑ์ระหว่าง “ราคาตลาด” กับ “ราคาที่เรียกเก็บในโรงพยาบาลเอกชน”
ตัวอย่างเช่น น้ำเกลือ NSS 0.9% ขนาด 1,000 มล. ซึ่งมีราคาตลาดราว 45 บาท แต่บางแห่งคิดค่าบริการรวมสูงถึง 919 บาท
แม้ส่วนหนึ่งสะท้อนต้นทุนแฝง เช่น ค่าบริหารจัดการ ระบบบริการ และมาตรฐานคุณภาพ แต่ข้อจำกัดด้านข้อมูลราคาที่ยังเปรียบเทียบได้ยาก ทำให้ผู้บริโภคขาดอำนาจต่อรอง
ค่าสินไหมพุ่ง ประกันเริ่มใช้ Co-payment คุมต้นทุน
อัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มจาก 67% ในปี 2566 เป็น 89% ในปี 2569
ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบประกันแบบ “เหมาจ่าย” ที่ลดแรงจูงใจในการควบคุมการใช้บริการ และอาจนำไปสู่การใช้สิทธิที่เกินความจำเป็น
ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทประกันจึงเริ่มนำระบบ Co-payment มาใช้มากขึ้น เพื่อให้ผู้เอาประกันร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน และลดการใช้บริการเกินจำเป็น
วิกฤตเงียบที่กำลังเปลี่ยน “การเข้าถึงการรักษา”
นักวิเคราะห์มองว่า “เงินเฟ้อทางการแพทย์” ไม่ใช่เพียงปัญหาค่ารักษาแพงขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของไทย
เมื่อค่ารักษาเติบโตเร็วกว่ารายได้ครัวเรือน ขณะที่เบี้ยประกันและภาระร่วมจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มชนชั้นกลางอาจกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดในระยะยาว
โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่แค่ “รักษาอย่างไรให้ดีขึ้น” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ประชาชนยังเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ในต้นทุนที่รับไหว”
บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด(มหาชน)