svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

ดร.สุรชาติ สะท้อนปั๊มไร้น้ำมัน แต่รัฐพูดต่าง จับตาหลังสงกรานต์เสี่ยงมหาวิกฤตศรัทธา

30 มี.ค. 2569

ดร.สุรชาติ สะท้อนประสบการณ์ช่วงเชงเม้ง เจอปั๊มไร้น้ำมัน แต่รัฐพูดต่าง จับตาหลังสงกรานต์ หากรัฐแก้ได้จะเป็นรัฐบุรุษ แต่หากแก้ไม่ได้ ต้องเผชิญมหาวิกฤตศรัทธา

30 มีนาคม 2569 ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอบทความเรื่อง “ในวันที่ไร้น้ำมัน!” ซึ่งเขียนจากประสบการณ์จริง ระบุว่า ช่วงเวลาจากเดือนมีนาคม ต่อเข้าเดือนเมษายน ของทุกปีนั้น พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน มักจะมีภารกิจที่จะต้องเดินทางกลับบ้าน หรือไปต่างจังหวัด ด้วยเป็นช่วงของงานพิธีเชงเม้ง2569 ผมและครอบครัวก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ที่กลับบ้านต่างจังหวัด

    

การเดินทางในปีนี้ เหมือนกับทุกๆ ปีที่เราเดินทางกลับบ้านด้วยการเช่ารถตู้ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพิษณุโลกในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569

ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

 

ถนนที่ไร้น้ำมัน

     

แต่ความแตกต่างจากปีอื่นๆ อย่างมากก็คือ ก่อนเดินทางราว 1 อาทิตย์กว่า ญาติๆ เริ่มส่งสัญญาณว่า น้ำมันดีเซลจังหวัดบ้านเราทำท่าจะมีปัญหา ให้ตัดสินใจว่า จะเดินทางไหม!

     

ยิ่งใกล้วันเดินทาง สัญญาณน้ำมันหมดในจังหวัดบ้านผม เริ่มชัดขึ้น มีทั้งญาติและคนรู้จักเล่ามาคล้ายๆ กันว่าปั๊มทางบ้านเรา “ไม่มีน้ำมัน” … ปั๊มในแถวจังหวัดที่บ้าน ก็เริ่มออกอาการคล้ายกันคือ “ไม่มีน้ำมันดีเซล”

     

ในวันที่รองนายกฯ แถลงข่าวครั้งแรกว่า “น้ำมันไม่หมด” นั้น ปั๊มทางแถบจังหวัดบ้านผม มีอาการ “ขาดน้ำมัน” กันแล้ว พรรคพวกหลายคนที่รู้จักเดินทางด้วยเส้นทางสายเอเชีย ก็ดูจะเริ่มเห็นอาการไม่แตกต่างกัน แต่ฟังจากรองนายกฯ แล้ว เราอาจจะสบายใจว่า ประเทศไทยยังมีน้ำมัน

แต่ในชีวิตจริงของพี่น้องประชาชน ข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ น้ำมันไม่มี และตามมาด้วยการปิดปั๊มบางจุด ซึ่งทำให้คำพูดของรัฐบาลไม่มีน้ำหนักเท่าใด

      

แล้วในที่สุด ผมก็ตัดสินใจในแบบวิชาทหาร เราจะสำรองน้ำมันในการเดินทาง … บทเรียนของการรบที่สำคัญหลายจุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ความขาดแคลนน้ำมันคือ “แพ้” ดังนั้น จึงเป็นครั้งแรกที่ผมและครอบครัวเดินทางโดยมีถังน้ำมันสำรอง 30 ลิตรอยู่ในตอนท้ายของรถตู้ ซึ่งถ้าคิดในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างใด เหมือนเป็น “คาร์บอมบ์” อีกแบบ

     

แต่ในอีกด้าน ก็สะท้อนถึงสภาวะ “สองนคราน้ำมัน” ที่พวกเราในกรุงเทพฯ ยังสามารถหาปั๊มเติมน้ำมันเต็มถัง พร้อมกับหาน้ำมันเติมใส่ถังสำรองได้ ในขณะที่ต่างจังหวัด ไม่มีน้ำมันให้เติม

 

ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม สถานการณ์น้ำมันดูจะแย่ลง … เราเดินทางในวันที่ 20 พร้อมกับภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนคือ ปั๊มน้ำมันบนสายเอเชียมีแต่ป้ายบอก “ไม่มีดีเซล” และเมื่อแยกเข้าถนนสายตากฟ้า ภาพที่เห็นไม่แตกต่างกัน แต่มีป้าย 2 แบบคือ ไม่มีดีเซล กับ ดีเซลรอการขนส่ง (ผมอดนึกถึง “น้ำรอการระบาย” ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้) และหลายปั๊มปิดเลย ตั้งแผงเหล็กขวางหน้าทางเข้า

    

แต่ก่อนผมจะเดินทางนั้น สถานการณ์น้ำมันในกรุงเทพฯ และพื้นที่ชานเมืองก็เริ่มมีอาการเช่นกันคือ ปั๊มบนถนนราชพฤกษ์ติดป้ายที่ตู้จ่ายดีเซลว่า “ไม่มีน้ำมัน”

 

การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ จึงไม่ใช่ความอภิรมย์ใจแต่อย่างใด แต่เป็นความกังวลมากกว่า เพราะเมื่อพ้นเขตจังหวัดพิจิตร ที่จะเข้าสู่จังหวัดพิษณุโลกนั้น เข็มน้ำมันบอกว่า เราใช้น้ำมันเกินกว่าครึ่งถังไปแล้ว แปลว่า เราไม่สามารถกลับได้ ถ้าไม่มีน้ำมันสำรอง

     

กระนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ผมจึงให้คนขับรถลองวิ่งหาปั๊มเติมในช่วงเช้าในวันรุ่งขึ้น เขาวนหาและได้ในที่ปั๊มที่ 9 และจำกัดการเติมที่ 500 บาทต่อคัน (ประมาณ 15 ลิตรกว่า) และจำกัดมากขึ้นคือ ห้ามเวียนเติมซ้ำ พอตอนบ่าย เขาได้จากปั๊มที่ออกไปนอกเมืองอีก 500 บาท ซึ่งก็ทำให้เรานอนตาหลับบนรถขากลับได้โดยไม่ต้องแวะหาปั๊มเติมน้ำมันระหว่างทาง

 

ดร.สุรชาติ สะท้อนปั๊มไร้น้ำมัน แต่รัฐพูดต่าง จับตาหลังสงกรานต์เสี่ยงมหาวิกฤตศรัทธา

 

วิถีการต่อสู้

 

ในจังหวัดบ้านผมมีการสร้าง “เครือข่ายประชาชน” คือ จะคอยโทรแจ้งข่าวกันว่า ปั๊มไหนในจังหวัดมีน้ำมัน หรือปั๊มไหนจะมีน้ำมันเข้ามากี่โมง เป็นการประสานสามัคคีของประชาชนอีกแบบหนึ่ง … พวกเขาจะโทรแจ้งข่าวสารบอกกัน และมีการจัดตั้งศูนย์ประสานการข่าว ที่จะคอยรวบรวมข้อมูล และกระจายข้อมูลในชุมชน

     

การต่อสู้กับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการรวมพลังของคนในจังหวัด ที่ต้องคอยช่วยเหลือกันในวันที่น้ำมันหายไปจากทุกปั๊มในจังหวัด แน่นอนว่า พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่ “นักวิเคราะห์การเมือง” แต่พวกเขาก็ตั้งข้อสังเกตคล้ายกันว่า “รัฐบาลน่าจะลำบากแล้ว” เพราะขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ พูดซ้ำๆ ว่า “น้ำมันมี น้ำมันไม่หมด” นั้น แต่ประชาชนในต่างจังหวัดกลับพบในความเป็นจริงแบบตรงกันข้าม

 

ผลที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ ประชาชนรู้สึกว่า รัฐบาลไม่พูดความจริง และหนักขึ้นคือ ผู้คนเชื่อว่า คนในรัฐบาลคือ ผู้รับประโยชน์จากวิกฤติพลังงานครั้งนี้ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ “วิกฤติศรัทธา” สำหรับตัวนายกฯ

     

เราเดินทางกลับในวันอาทิตย์ที่ 21 พอได้เห็นปั๊มที่มีน้ำมันบ้างในบางจุดบนถนนสายเอเชีย แต่ก็มีรถต่อคิวยาว … อดนึกใจไม่ได้ว่า นี่ขนาดแค่ช่วงต้นของสงครามอิหร่าน ไทยก็เจอกับ “มหาวิกฤติพลังงาน” แบบเต็มๆ แล้วถ้าสงครามยังเดินหน้าต่อไป สังคมไทยจะอยู่อย่างไรกับวิกฤติเช่นนี้

 

ความแปรปรวน

 

มหาวิกฤติชุดนี้ จะสร้างความแปรปรวน (disruption) กับชีวิตของรัฐ และของผู้คนในสังคมอย่างน่ากังวล จนเห็นถึงความสำคัญของ “ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน” ที่ความขาดแคลนน้ำมันจะส่งผลอย่างรุนแรงกับชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะระบบขนส่งและการเดินทาง แม้จะมีรถไฟฟ้าใช้ในสังคมไทยแล้วก็ตาม

      

อีกไม่กี่วันถัดมาหลังจากกลับมาจากบ้าน ชีวิตของคนไทยดูเหมือนถูกข้าศึกโจมตีตอน 4 ทุ่ม ด้วยการขยับราคาพลังงานทีเดียว 6 บาท สัญญาณของมหาวิกฤติพลังงานมาจริงๆ แล้วกับชีวิตของผู้คน และเรากำลังเห็นภาวะ “disruption” อีกครั้งหลังจากการระบาดของโควิด 19 ในปี 2563

      

การขึ้นราคาเช่นนี้ ทำให้ชีวิตทางการเมืองของรัฐบาลเหมือนถูก “เขย่า” อย่างรุนแรง หรือที่ต้องกล่าวว่า นายกฯ อนุทิน กำลังได้ลาภก้อนใหญ่ ที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทย

 

ขณะเดียวกัน ลาภก้อนนี้ก็เป็น “ทุกขลาภ” ที่ท้าทายต่ออนาคตทางการเมืองของนายกฯ อนุทินอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่จะกลับในเทศกาลเชงเม้งในช่วงสุดสัปดาห์ของเดือนเมษายน อาจไม่ต้องเครียดกับภาวะน้ำมันหมดแบบผม แต่ต้องเตรียมเครียดกับราคาน้ำมันใหม่

      

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันใหม่เป็นสัญญาณว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะเป็นการกลับบ้านต่างจังหวัดที่ “โหดร้าย” เพราะต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น และที่แย่ก็คือ เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังสงกรานต์ก็ไม่ได้มีสัญญาณบวกอะไร แต่กลับมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการขยับตัวของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายรายการ และจะส่งผลให้ “ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์” ในสังคมไทยมีความรุนแรงมากขึ้น

 

ชีวิตหลังสงกรานต์

 

นอกจากนี้หลังจากสงกรานต์แล้ว หลายครอบครัวจะต้องเตรียมตัวรับกับการมอบตัวเข้าเรียนในภาคการศึกษาใหม่ และการเปิดเทอมของลูกๆ ที่ตามมาด้วยทั้งค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก … อดคิดในแบบประชานิยมว่า รัฐบาลจะมีโครงการ “ค่าเล่าเรียนคนละครึ่งพลัส” กับภาระการเรียนของลูกๆ ไหม (555)

 

สุดท้ายนี้ มหาวิกฤติพลังงานกำลังเป็นข้อสอบสำคัญวิชา “การบริหารรัฐกิจ” ของรัฐบาลในการวางแนวทางให้สังคม เพื่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนในสายตาของสังคม รัฐบาล “สอบตก” วิชานี้ … รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการนั้น กำลังถูกท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ

     

หากนายกฯ สามารถแก้ไขหรือทำให้วิกฤติชุดนี้ ลดระดับลงได้จริงแล้ว ท่านนายกฯ จะเป็น “รัฐบุรุษ” … แต่ถ้าแก้ไขอะไรไม่ได้เลย รัฐบาลจะอยู่ในสภาพที่ต้องเผชิญกับ “มหาวิกฤติศรัทธา” อย่างน่ากังวลใจ และคำเตือนในยามนี้คือ ไม่มีม็อบอะไรน่ากลัวมากเท่ากับ “ม็อบปากท้อง” ที่การลงถนนหมายถึง “ความอยู่รอด” ในชีวิตของมวลชนที่เข้าร่วม !