แต่ในชีวิตจริงของพี่น้องประชาชน ข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ น้ำมันไม่มี และตามมาด้วยการปิดปั๊มบางจุด ซึ่งทำให้คำพูดของรัฐบาลไม่มีน้ำหนักเท่าใด
แล้วในที่สุด ผมก็ตัดสินใจในแบบวิชาทหาร เราจะสำรองน้ำมันในการเดินทาง … บทเรียนของการรบที่สำคัญหลายจุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ความขาดแคลนน้ำมันคือ “แพ้” ดังนั้น จึงเป็นครั้งแรกที่ผมและครอบครัวเดินทางโดยมีถังน้ำมันสำรอง 30 ลิตรอยู่ในตอนท้ายของรถตู้ ซึ่งถ้าคิดในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างใด เหมือนเป็น “คาร์บอมบ์” อีกแบบ
แต่ในอีกด้าน ก็สะท้อนถึงสภาวะ “สองนคราน้ำมัน” ที่พวกเราในกรุงเทพฯ ยังสามารถหาปั๊มเติมน้ำมันเต็มถัง พร้อมกับหาน้ำมันเติมใส่ถังสำรองได้ ในขณะที่ต่างจังหวัด ไม่มีน้ำมันให้เติม
ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม สถานการณ์น้ำมันดูจะแย่ลง … เราเดินทางในวันที่ 20 พร้อมกับภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนคือ ปั๊มน้ำมันบนสายเอเชียมีแต่ป้ายบอก “ไม่มีดีเซล” และเมื่อแยกเข้าถนนสายตากฟ้า ภาพที่เห็นไม่แตกต่างกัน แต่มีป้าย 2 แบบคือ ไม่มีดีเซล กับ ดีเซลรอการขนส่ง (ผมอดนึกถึง “น้ำรอการระบาย” ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้) และหลายปั๊มปิดเลย ตั้งแผงเหล็กขวางหน้าทางเข้า
แต่ก่อนผมจะเดินทางนั้น สถานการณ์น้ำมันในกรุงเทพฯ และพื้นที่ชานเมืองก็เริ่มมีอาการเช่นกันคือ ปั๊มบนถนนราชพฤกษ์ติดป้ายที่ตู้จ่ายดีเซลว่า “ไม่มีน้ำมัน”
การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ จึงไม่ใช่ความอภิรมย์ใจแต่อย่างใด แต่เป็นความกังวลมากกว่า เพราะเมื่อพ้นเขตจังหวัดพิจิตร ที่จะเข้าสู่จังหวัดพิษณุโลกนั้น เข็มน้ำมันบอกว่า เราใช้น้ำมันเกินกว่าครึ่งถังไปแล้ว แปลว่า เราไม่สามารถกลับได้ ถ้าไม่มีน้ำมันสำรอง
กระนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ผมจึงให้คนขับรถลองวิ่งหาปั๊มเติมในช่วงเช้าในวันรุ่งขึ้น เขาวนหาและได้ในที่ปั๊มที่ 9 และจำกัดการเติมที่ 500 บาทต่อคัน (ประมาณ 15 ลิตรกว่า) และจำกัดมากขึ้นคือ ห้ามเวียนเติมซ้ำ พอตอนบ่าย เขาได้จากปั๊มที่ออกไปนอกเมืองอีก 500 บาท ซึ่งก็ทำให้เรานอนตาหลับบนรถขากลับได้โดยไม่ต้องแวะหาปั๊มเติมน้ำมันระหว่างทาง
วิถีการต่อสู้
ในจังหวัดบ้านผมมีการสร้าง “เครือข่ายประชาชน” คือ จะคอยโทรแจ้งข่าวกันว่า ปั๊มไหนในจังหวัดมีน้ำมัน หรือปั๊มไหนจะมีน้ำมันเข้ามากี่โมง เป็นการประสานสามัคคีของประชาชนอีกแบบหนึ่ง … พวกเขาจะโทรแจ้งข่าวสารบอกกัน และมีการจัดตั้งศูนย์ประสานการข่าว ที่จะคอยรวบรวมข้อมูล และกระจายข้อมูลในชุมชน
การต่อสู้กับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการรวมพลังของคนในจังหวัด ที่ต้องคอยช่วยเหลือกันในวันที่น้ำมันหายไปจากทุกปั๊มในจังหวัด แน่นอนว่า พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่ “นักวิเคราะห์การเมือง” แต่พวกเขาก็ตั้งข้อสังเกตคล้ายกันว่า “รัฐบาลน่าจะลำบากแล้ว” เพราะขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ พูดซ้ำๆ ว่า “น้ำมันมี น้ำมันไม่หมด” นั้น แต่ประชาชนในต่างจังหวัดกลับพบในความเป็นจริงแบบตรงกันข้าม
ผลที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ ประชาชนรู้สึกว่า รัฐบาลไม่พูดความจริง และหนักขึ้นคือ ผู้คนเชื่อว่า คนในรัฐบาลคือ ผู้รับประโยชน์จากวิกฤติพลังงานครั้งนี้ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ “วิกฤติศรัทธา” สำหรับตัวนายกฯ
เราเดินทางกลับในวันอาทิตย์ที่ 21 พอได้เห็นปั๊มที่มีน้ำมันบ้างในบางจุดบนถนนสายเอเชีย แต่ก็มีรถต่อคิวยาว … อดนึกใจไม่ได้ว่า นี่ขนาดแค่ช่วงต้นของสงครามอิหร่าน ไทยก็เจอกับ “มหาวิกฤติพลังงาน” แบบเต็มๆ แล้วถ้าสงครามยังเดินหน้าต่อไป สังคมไทยจะอยู่อย่างไรกับวิกฤติเช่นนี้
ความแปรปรวน
มหาวิกฤติชุดนี้ จะสร้างความแปรปรวน (disruption) กับชีวิตของรัฐ และของผู้คนในสังคมอย่างน่ากังวล จนเห็นถึงความสำคัญของ “ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน” ที่ความขาดแคลนน้ำมันจะส่งผลอย่างรุนแรงกับชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะระบบขนส่งและการเดินทาง แม้จะมีรถไฟฟ้าใช้ในสังคมไทยแล้วก็ตาม
อีกไม่กี่วันถัดมาหลังจากกลับมาจากบ้าน ชีวิตของคนไทยดูเหมือนถูกข้าศึกโจมตีตอน 4 ทุ่ม ด้วยการขยับราคาพลังงานทีเดียว 6 บาท สัญญาณของมหาวิกฤติพลังงานมาจริงๆ แล้วกับชีวิตของผู้คน และเรากำลังเห็นภาวะ “disruption” อีกครั้งหลังจากการระบาดของโควิด 19 ในปี 2563
การขึ้นราคาเช่นนี้ ทำให้ชีวิตทางการเมืองของรัฐบาลเหมือนถูก “เขย่า” อย่างรุนแรง หรือที่ต้องกล่าวว่า นายกฯ อนุทิน กำลังได้ลาภก้อนใหญ่ ที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทย
ขณะเดียวกัน ลาภก้อนนี้ก็เป็น “ทุกขลาภ” ที่ท้าทายต่ออนาคตทางการเมืองของนายกฯ อนุทินอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่จะกลับในเทศกาลเชงเม้งในช่วงสุดสัปดาห์ของเดือนเมษายน อาจไม่ต้องเครียดกับภาวะน้ำมันหมดแบบผม แต่ต้องเตรียมเครียดกับราคาน้ำมันใหม่
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันใหม่เป็นสัญญาณว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะเป็นการกลับบ้านต่างจังหวัดที่ “โหดร้าย” เพราะต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น และที่แย่ก็คือ เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังสงกรานต์ก็ไม่ได้มีสัญญาณบวกอะไร แต่กลับมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการขยับตัวของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายรายการ และจะส่งผลให้ “ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์” ในสังคมไทยมีความรุนแรงมากขึ้น
ชีวิตหลังสงกรานต์
นอกจากนี้หลังจากสงกรานต์แล้ว หลายครอบครัวจะต้องเตรียมตัวรับกับการมอบตัวเข้าเรียนในภาคการศึกษาใหม่ และการเปิดเทอมของลูกๆ ที่ตามมาด้วยทั้งค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก … อดคิดในแบบประชานิยมว่า รัฐบาลจะมีโครงการ “ค่าเล่าเรียนคนละครึ่งพลัส” กับภาระการเรียนของลูกๆ ไหม (555)
สุดท้ายนี้ มหาวิกฤติพลังงานกำลังเป็นข้อสอบสำคัญวิชา “การบริหารรัฐกิจ” ของรัฐบาลในการวางแนวทางให้สังคม เพื่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนในสายตาของสังคม รัฐบาล “สอบตก” วิชานี้ … รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการนั้น กำลังถูกท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ
หากนายกฯ สามารถแก้ไขหรือทำให้วิกฤติชุดนี้ ลดระดับลงได้จริงแล้ว ท่านนายกฯ จะเป็น “รัฐบุรุษ” … แต่ถ้าแก้ไขอะไรไม่ได้เลย รัฐบาลจะอยู่ในสภาพที่ต้องเผชิญกับ “มหาวิกฤติศรัทธา” อย่างน่ากังวลใจ และคำเตือนในยามนี้คือ ไม่มีม็อบอะไรน่ากลัวมากเท่ากับ “ม็อบปากท้อง” ที่การลงถนนหมายถึง “ความอยู่รอด” ในชีวิตของมวลชนที่เข้าร่วม !