svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

"ข้อสังเกต 3 ประเด็น" จากเหล่า "โบรกเกอร์ในไทย" ผวา “โบรกเกอร์ศูนย์เหรียญ” สูบเงินคนไทย

15 มี.ค. 2569

"ข้อสังเกต 3 ประเด็น" จากเหล่า "โบรกเกอร์ในไทย" ผวา “โบรกเกอร์ศูนย์เหรียญ” สูบเงินคนไทย ตร.- ก.ล.ต.ไม่ติดใจ “แก๊งมิจฯ” ฟอกเงินสบายผ่านโบรกฯต่างชาติ แต่วงการโบรกเกอร์คาใจ!

15 มีนาคม 2569 “ข่าวข้นคนข่าว เนชั่นทีวี” เกาะติดปฏิบัติการตำรวจสอบสวนกลางทลายขบวนการ “ฟอกเงิน - ฟอกคน” ซึ่งยังคงมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวบานปลาย มีคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกตรวจค้นจับกุม อ้างว่านำเงินที่คาดว่าเป็น “เงินเทา” ไปเทรดหุ้นผ่านแอปพลิเคชันของโบรกเกอร์ชื่อดัง จนผู้บริหารบริษัทต้องออกมาชี้แจง หลังถูกพาดพิงเชื่อมโยง 

 

 

 

"ข้อสังเกต 3 ประเด็น" จากเหล่า "โบรกเกอร์ในไทย" ผวา “โบรกเกอร์ศูนย์เหรียญ” สูบเงินคนไทย

 

"ข้อสังเกต 3 ประเด็น" จากเหล่า "โบรกเกอร์ในไทย" ผวา “โบรกเกอร์ศูนย์เหรียญ” สูบเงินคนไทย

 

 

 

คำชี้แจงสรุปว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของฝั่งโบรกเกอร์ แต่เป็น “แก๊งมิจฯ” หรือ “มิจฉาชีพ” อาจอาศัยช่องโหว่บางประการของ “กระบวนการยืนยันตัวตนลูกค้า“ หรือ KYC นำเงินเข้ามาฝาก อ้างว่าเพื่อเทรดหุ้นต่างประเทศ แล้วสุดท้ายก็ถอนออกไป มีการสลับบัญชี เพื่อหลบหลีกการตรวจสอบ และอาจเข้าข่ายฟอกเงิน

 

โดยทางบริษัทไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย และได้แก้ไขปิดช่องโหว่ตามคำแนะนำของตำรวจแล้ว รวมถึง ก.ล.ต. คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร 

 

ทีมข่าวเนชั่นทีวี” ตรวจสอบเรื่องนี้เพิ่มเติม ได้ข้อมูลว่า แท้จริงแล้ว ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ตำรวจสอบสวนกลาง เจอเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์ ไหลผ่านการทำธุรกรรมเทรดหุ้นของแอปพลิเคชันต่างชาติชื่อดังมาก่อนการจับกุมคดีล่าสุดแล้ว และได้เคยเรียกตัวแทนจากโบรกเกอร์แห่งนี้มาพูดคุย เพราะเคสที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหม่ที่ตำรวจเพิ่งทราบข้อมูลว่า คนร้ายเริ่มมีการนำเงินไปฟอกผ่านแพลตฟอร์มลงทุนลักษณะ “เทรดหุ้นข้ามชาติ”  จึงเรียกผู้บริหารบริษัทมาสอบถามข้อเท็จจริง พร้อมหารือเกี่ยวกับมาตรการสกรีนหรือป้องกัน 

 

ขณะเดียวกันก็ได้เชิญตัวแทนจาก ก.ล.ต. ในฐานะผู้กำกับดูแลแพลตฟอร์มลงทุนหุ้นต่างๆ เข้ามาพูดคุยด้วย เพื่อให้ออกกฎระเบียบควบคุมมาตรฐานแพลตฟอร์มหุ้นเหล่านี้ 

ซึ่งทั้งฝั่งโบรกเกอร์ และ ก.ล.ต.ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และหลังจากนั้นมา สถิติการนำเงินมาผิดกฎหมายมาฟอกผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้นก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเริ่มเปลี่ยนไปฟอกผ่านธุรกรรมรูปแบบอื่นแทน 

 

 

 

ตร.- ก.ล.ต.ไม่ติดใจ แต่วงการโบรกเกอร์คาใจ!

 

 

 

อย่างไรก็ดี แม้ตำรวจกับ ก.ล.ต.จะไม่ติดใจ แต่คนในแวดวงตลาดหุ้นและโบรกเกอร์หลายแห่งในเมืองไทย ล้วนคาใจกันทั้งสิ้น 

พร้อมฝากคำถามถึงตำรวจ กับ ก.ล.ต.ว่า ข้อมูลและข้อสังเกตอย่างน้อย 3 ประการที่ยังคงไม่มีคำตอบ ทั้งสองหน่วยงานจะว่าอย่างไร 

 

 

"ข้อสังเกต 3 ประเด็น" จากเหล่า "โบรกเกอร์ในไทย" ผวา “โบรกเกอร์ศูนย์เหรียญ” สูบเงินคนไทย

 

 1. ตามปกติ การจะนำเงินเข้าไปทำธุรกรรมในบริษัทหลักทรัพย์ พูดง่ายๆ คือฝากเงินไปเทรดหุ้น จะใช้วิธีการไปตัดเงินจากบัญชีธนาคารของลูกค้า 

แต่ในกรณีที่เป็นข่าวอยู่นี้ มีข้อสงสัยว่าบริษัทให้ลูกค้าฝากเข้าบัญชีของบริษัทโดยตรงใช่หรือไม่ เปิดช่องให้ “แก๊งมิจฯ” ซึ่งหมายถึง “มิจฉาชีพ” นำเอาเงินสดฝากเข้าบัญชีของบริษัทโดยไม่ได้ผ่านบัญชีธนาคารของตัวเอง เมื่อเงินเข้าบัญชีของบริษัทแล้ว ค่อยถอนออกมาเข้าบัญชีธนาคารของตน โดยที่ไม่มีการเทรดหุ้นในต่างประเทศแต่อย่างใด 

การปล่อยให้ฝากเงินโดยตรงแบบนี้ เป็นการเลี่ยงการรายงานธุรกรรมต้องสงสัยของธนาคารหรือไม่ เพราะหากผ่านระบบธนาคาร ใครฝากเงินเกิน 2 ล้านบาท (ตัวเลขกลมๆ) โดยฝากเป็นเงินสดเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาหรือบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ธนาคารจะต้องรายงานธุรกรรมต้องสงสัยกับ ปปง. แต่เมื่อ “แก๊งมิจฯ” ฝากเข้าบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน แล้วผ่านเงินกลับมาที่ธนาคาร ฝั่งธนาคารก็เลยไม่รายงานธุรกรรมต้องสงสัย กลายเป็นช่องโหว่หรือไม่ 

 

 2. ลูกค้าที่เปิดบัญชีแบบออนไลน์กับบริษัทโบรกเกอร์ เพื่อเทรดหุ้นผ่านแอปพลิเคชัน จะได้รับวงเงินแค่ 500,000 บาท แต่บริษัทโบรกเกอร์บางรายยอมให้นำเงินหลัก 10 ล้านบาท ฝากเข้าไปเป็นหลักประกันในการซื้อขายหุ้น 

ต่อมาเมื่อตรวจสอบธุรกรรมหลังจากฝากเงินแล้ว ปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับวงเงินบริษัทได้รับ เช่น ไม่มีการเทรดหุ้นจริง 

กรณีแบบนี้ บริษัทไม่สงสัยเลยหรือว่ากำลังถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน  

 

 3.บริษัทต้องนำเงินที่ลูกค้าฝากเข้ามา นำไปฝากไว้ที่ธนาคาร หรือนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่อายุเหลือไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. 

แต่โบรกเกอร์ชื่อดังบางแห่งกลับจ่ายดอกเบี้ยลูกค้า โดยโฆษณาผ่านหน้าเว็บไซต์ สูงถึงร้อยละ 3.5 ถ้าฝากเป็นสกุลดอลลาร์ ยังถอนเงินได้ตลอดเวลา 

เมื่อตรวจสอบกับธนาคารไทย ไม่พบว่าธนาคารไหนสามารถให้ดอกเบี้ยที่สูงขนาดนี้กับเงินฝาก at call หรือเงินฝากที่ไม่กำหนดระยะเวลา จากนั้นก็นำเงินไปบริหารเอง ก็คือทำตัวเป็นธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ 

 

 

นี่คือ 3 คำถามคาใจที่คนในวงการโบรกเกอร์ฝากถามไปยังตำรวจ และ ก.ล.ต. 

 

 

 

 

ผวา “โบรกเกอร์ศูนย์เหรียญ” สูบเงินคนไทย

 

 

 

มีแถมอีกข้อ วงการโบรกเกอร์ตอนนี้ มีบริษัทต่างชาติเข้ามาเป็น “ผู้เล่น” เยอะมาก บางบริษัทอ้างว่าจดทะเบียนที่สหรัฐฯ หรือประเทศที่มีมาตรฐานดีๆ ระดับโลก แต่พอไปดูรายชื่อกรรมการบริษัท ล้วนเป็นคนแถวๆ เอเชียแทบทั้งสิ้น 

บางบริษัทมาเปิดสำนักงานในไทย มีคนไม่ถึง 20 คน จ้างคนไทยคนเดียว เป็นตัวเปิดหน้า ที่เหลือเป็นต่างชาติหมด มีจ้างคนไทยอีกบ้าง ก็พวกแม่บ้าน ยาม คนทำความสะอาด

 

ถามว่าเข้าข่าย “โบรกเกอร์ศูนย์เหรียญ” หรือไม่ แล้ว ก.ล.ต.จะเข้าไปตรวจสอบเชิงรุกอะไรบ้างหรือเปล่า 

 

เพราะหาก “มิจฉาชีพข้ามชาติ” บางกลุ่ม อาศัยช่องทางนี้ เปิดบริษัทระดมเงินคนไทยออกไป โดยเปิดสำนักงานที่แทบไม่มีคนไทยทำงานด้วยเลย แล้วจู่ๆ เมื่อมีปัญหาก็ปิดบริษัทหนี แล้วจะเอาผิดกับใครได้ เหมือนกรณีที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับบริษัทรับเหมาตึก สตง.ถล่ม  เรื่องนี้ร้ายแรงไม่แพ้เป็นช่องทางฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ เงินเทา เงินดำ ค้ายา 

 

 

 

ล่าสุด “ทีมข่าวเนชั่นทีวี” สอบถามไปยังตำรวจแล้ว ปรากฏว่ายังนิ่ง ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม และยังเห็นว่า การตรวจสอบบริษัทหลักทรัพย์ หรือ โบรกเกอร์ เป็นหน้าที่โดยตรงของ ก.ล.ต.มากกว่า 

 

ซึ่ง ก.ล.ต.ก็ออกเอกสารชี้แจงข่าวมาเมื่อวานนี้ว่า ทางตำรวจเองก็มองว่าในส่วนของการตรวจสอบควบคุมนี้ยังเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

กังขา "โบรกเกอร์ดัง" เปิดช่อง "ฟอกเงิน" โปร่งใส หรือ ตาใส?

 

ด่วน! ก.ล.ต.เตรียมออกมาตรการป้องกันใช้ตลาดทุนฟอกเงิน