svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย

05 มี.ค. 2569

กรมศุลกากร - กรมการค้าต่างประเทศ ยกระดับมาตรการตรวจสอบเข้มข้น สกัดกั้นการหลบเลี่ยงอากร AD/AC และขบวนการสวมสิทธิกำเนิดสินค้าไทย หวังปกป้องความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ ลดความเสี่ยงถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ เพื่อรักษาขีดความสามารถและสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าไทยในเวทีโลก

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมแถลงผลงานการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569  มูลค่าความเสียหายกว่า 503 ล้านบาท 

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการตรวจสอบสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) รวมถึงสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสวมสิทธิ์ในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลด้านการปกป้องระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม เนื่องจากการนำเข้าสินค้าในราคาต่ำกว่ากลไกตลาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานการผลิต การลงทุน และอัตราการจ้างงานในประเทศ กรมศุลกากรจึงยกระดับความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าและบังคับใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม 

พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด มูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 503 ล้านบาท ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
    
1. สินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 61 โดยกรมศุลกากรมีผลการจับกุมรายหน่วยงาน ดังนี้
    
- กองสืบสวนและปราบปราม ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 49 ราย มูลค่า 47.17 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 9.28 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท “ท่อเหล็ก และเหล็กกล้าชนิดเชื่อมตะเข็บ” รวม 16 ราย มูลค่า 8.95 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 4.1 ล้านบาท 
 

พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย

- สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์อะลูมิเนียม ประตู ขอบลิ้นชักที่ทำด้วยอะลูมิเนียม รวมถึงของอื่น ๆในลักษณะเดียวกัน” รวม 63 ราย มูลค่า 14.72 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 7.38 ล้านบาท และได้จับกุมประเภท “ท่อเหล็ก แผ่นรีดทำด้วยเหล็ก รางเหล็ก และอื่น ๆ
ในลักษณะเดียวกัน” รวม 24 ราย มูลค่า 7.28 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 3.8 ล้านบาท 

- สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม อุปกรณ์ยึดแผงโซล่าเซลล์ และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 46 ราย มูลค่า 31.26 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 5.27 ล้านบาท กรณีดังกล่าวเป็นความผิดพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 
    
2. สินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 142 โดยกรมศุลกากรมีการจับกุมรายสำคัญ ดังนี้
    
-  สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด  ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” ได้แก่ ปลอกหมอน ปลอกหุ้มเก้าอี้ลอยน้ำแบบเป่าลม ชุดว่ายน้ำสำหรับเด็กแบบห่วงลอยน้ำ ห่วงยางเป่าลม และปลอกหุ้มผ้าสำหรับห่วงยาง จำนวนรวม 50,824 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 11.2 ล้านบาท และตัวหนีบนิ้วพลาสติกสำหรับทำเล็บ และตลับกระจก จำนวนรวม 85,320 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.94 ล้านบาท 
    
นอกจากนี้ได้จับกุมสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made In Japan” ได้แก่ โคมไฟ Solar Light Panasonic จำนวน 425 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.51 ล้านบาท
    
- กองสืบสวนและปราบปราม ได้ตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศเวียดนาม “Made in Thailand” ณ เขตปลอดอากร ในจังหวัดชลบุรี ตรวจพบสินค้าเป็นเสื้อละเมิดเครื่องหมายการค้า และสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ รวมจำนวน 37,650 ตัว มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 215 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท ชุดสายพ่วง หน้ากากปลั๊ก และเต้ารับไฟฟ้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด นำเข้าจากประเทศจีน ณ ท่าเรือแหลมฉบัง แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” จำนวน 1.1 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 57 ล้านบาท 
    
- ด่านศุลกากรแม่สอด สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ตรวจสอบสินค้าขาเข้าใช้สิทธิประโยชน์เขตปลอดอากร พบแจ็คเก็ต จำนวน 19,980 ตัว และชุดกีฬา จำนวน 17,348 ชุด ในใบขนสินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดประเทศจีน แต่ป้ายผ้าที่ติดกับสินค้าระบุข้อความ “MADE IN THAILAND”  มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3 ล้านบาท กรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการแสดงประเทศกำเนิดของสินค้าไม่ถูกต้องตามความจริง โดยอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
    
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ จะร่วมมือกันดำเนินมาตรการที่เข้มงวด และสกัดกั้นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมปกป้องผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการตลาดที่เป็นธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง และยั่งยืน สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป

พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หลายประเทศเริ่มนำมาตรการทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้นขึ้น ทั้งมาตรการทางภาษี การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) รวมถึงกฎระเบียบที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) อื่นๆ เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษณ์และโอกาสการส่งออกของไทยในระยะยาว ที่ผ่านมา คต. ได้ร่วมกับกรมศุลกากร (กศก.) แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเพื่อเฝ้าระวังผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสวมสิทธิเป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ (Transshipment)

โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2569 คต. ได้ยกระดับความร่วมมือผ่านการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และ BOI เพื่อวางแนวทางบูรณาการตรวจสอบโรงงานและสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ ขณะนี้ คต. อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของเอกสารหลักฐานการได้มาซึ่งวัตถุดิบและขั้นตอนกระบวนการผลิตจริง พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือกรมศุลกากรให้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดถูกต้องตามมาตรฐานสากล และป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืน

พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย พาณิชย์-ศุลกากร ผนึกกำลังคุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานของ คต. ในด้านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออกหนังสือรับรอง (Form C/O ทั่วไป) ผ่านระบบไร้กระดาษ ROVERs Plus ในปี 2568 มีการตรวจสอบและอนุมัติรวมทั้งสิ้น 725 คำขอ พบเป็นสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย 641 คำขอ และไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย 84 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ผ่านการตรวจสอบเข้มข้น ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ สายดาต้าเคเบิล และส่วนประกอบรถยนต์

ทั้งนี้ คต. มีแผนนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาระบบให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนกลับและยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน อาทิ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สสว. และผู้ประกอบการทั่วไป ในการจัดอบรมทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite รวม 11 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบภายในภูมิภาคและการป้องกันการสวมสิทธิ (RVC-Transshipment)

ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2569 คต. ได้นำร่องจัดอบรมเชิงลึกแบบเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจเฉพาะรายได้อย่างตรงจุด การดำเนินงานเชิงรุกครั้งนี้มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจในมาตรฐานสากลและกฎระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในสินค้าไทยและสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ FTA และข้อตกลงทางการค้าต่างๆ

นางอารดาฯ เน้นย้ำว่า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า สำหรับการขอหนังสือรับรองแบบที่ไม่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษี (Non-Preferential C/O) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประเทศปลายทาง ดังนั้น ผู้ส่งออกจะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออก โดยที่ผ่านมา คต. ได้ให้ความร่วมมือกับศุลกากรปลายทางในการตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้ามาโดยตลอด ทั้งการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรองฯ และการพิสูจน์ความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้า จากการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยมีการกำกับดูแลการตรวจสอบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวด

จากสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศต่างๆ มีการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) เพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุดประเทศไทยมีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) รวมทั้งสิ้น 61 กรณี จาก 22 ประเทศ ซึ่งจีนยังคงเป็นประเทศหลักที่ถูกไทยใช้มาตรการมากที่สุดถึง 17 กรณี (ร้อยละ 27.9) รองลงมา คือ เกาหลีใต้ 8 กรณี ตามด้วยเวียดนามและไต้หวันประเทศละ 6 กรณี โดยกลุ่มสินค้าเหล็กครองแชมป์ถูกใช้มาตรการสูงสุดถึง 55 กรณี นอกจากนี้ยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ อีก 6 กรณี ได้แก่ กรดซิทริก ยางรถจักรยานยนต์ ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ BOPP และอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป พร้อมกันนี้ไทยยังได้ใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) กับสินค้าจีนอีก 2 กรณี และอยู่ระหว่างไต่สวนมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (SG) อีก 1 กรณี เพื่อสกัดสินค้าทุ่มตลาดที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน

ในขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกของไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ปัจจุบันประเทศไทยรั้งอันดับ 5 ของโลกที่ถูกใช้มาตรการ AD มากที่สุด รวมทั้งสิ้น 79 กรณี จาก 19 ประเทศ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำการใช้มาตรการกับไทยถึง 19 กรณี ตามด้วยตุรกีและอินเดีย โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักยังคงเป็นเหล็ก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง นอกจากนี้ ไทยยังถูกใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) อีก 6 กรณี ซึ่งมีอินเดียเป็นผู้ใช้หลักถึงร้อยละ 50 ในกลุ่มสินค้าเหล็ก เคมีภัณฑ์ น้ำตาล และซิลิคอนสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับมาตรการปกป้อง (SG) ไทยถูกบังคับใช้แล้ว 14 กรณี และอยู่ระหว่างการไต่สวนอีกถึง 17 กรณี โดยมี อินโดนีเซีย เป็นคู่กรณีหลัก (ร้อยละ 31.3) เน้นกลุ่มสินค้าสิ่งทอและกระดาษ อีกทั้งยังเผชิญมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) อีก 7 กรณี จากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ในกลุ่มสินค้ากลุ่มน้ำตาล อะลูมินั่มฟอยล์ และลวดเย็บกระดาษ จากสถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าที่รุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางโลกภายใต้กฎกติกา WTO ที่ประเทศมหาอำนาจหันมาใช้เครื่องมือเหล่านี้ปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งศึกษาเกณฑ์การค้าสากลและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างทันถ่วงที

หากผู้ประกอบการมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ กรมการค้าต่างประเทศ กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4808 และ 0 2547 5132 และกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4722 สายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์ www.dft.go.th