ยสท. ปรับกลยุทธ์ พลิกเกมธุรกิจ ดันส่งออก รุกธุรกิจใหม่เต็มสูบ
13 ก.พ. 2569
การยาสูบแห่งประเทศไทย ประกาศวิสัยทัศน์ พันธกิจใหม่ พลิกเกมธุรกิจ ฝ่าวิกฤตตลาดบุหรี่ เดินหน้าส่งออก รุกธุรกิจใหม่เต็มสูบ รับปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน
Business
13 ก.พ. 2569
การยาสูบแห่งประเทศไทย ประกาศวิสัยทัศน์ พันธกิจใหม่ พลิกเกมธุรกิจ ฝ่าวิกฤตตลาดบุหรี่ เดินหน้าส่งออก รุกธุรกิจใหม่เต็มสูบ รับปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน
นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า แม้รายได้จากธุรกิจหลักจะลดลงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก แต่ ยสท. ยังสามารถประคองเสถียรภาพองค์กรและสร้างการเติบโตจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออกและธุรกิจใหม่ อาทิ บุหรี่ส่งออก 870.73 ล้านบาท ใบยาส่งออก 417.21 ล้านบาท ธุรกิจโรงพยาบาลสวนเบญจกิติฯ 124.04 ล้านบาท รายได้จากผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น 36.95 ล้านบาท ธุรกิจรับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์ 21 ล้านบาท ธุรกิจยาเส้น 19.46 ล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15.45 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ยสท. พร้อมขยายสู่พื้นที่ธุรกิจใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม และบ่งชี้ถึงศักยภาพขององค์กรในการต่อยอดรายได้จากฐานทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรของเรามีอยู่ และเพื่อรองรับทิศทางการเติบโตด้านการส่งออกอย่างจริงจัง ล่าสุด ยสท. ได้จัดตั้ง “สำนักส่งออกและตลาดต่างประเทศ” ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ขององค์กร เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการส่งออกอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การสร้างเครือข่ายคู่ค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และการขยายตลาดในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว
ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ยสท. ได้ดำเนินโครงการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในปีงบประมาณ 2568 ส่งผลให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าทั้งองค์กรได้ถึง 9.8 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2,428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทำให้ปัจจุบันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมขององค์กรอยู่ที่ 48,233 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แบ่งเป็นการปล่อยโดยตรงจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและสารทำความเย็น 9,272 ตัน การปล่อยจากการใช้พลังงานไฟฟ้า 14,185 ตัน และการปล่อยโดยอ้อมจากกิจกรรมห่วงโซ่อุปทาน เช่น การขนส่งและการใช้วัตถุดิบ 24,776 ตัน ความสำเร็จดังกล่าวนำไปสู่การได้รับรางวัล Green Office เหรียญทอง ระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในมิติด้านสังคม (Social) ยสท. ให้ความสำคัญกับการดูแลและส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว หรือแรงงานในห่วงโซ่อุปทานมากกว่า 100,000 คน โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเกษตรกร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การส่งเสริมการเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP และการควบคุมคุณภาพตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ใบยาสูบที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ ยสท. ยังสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกที่ถูกกฎหมายกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนผลักดันมาตรการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ในมิติด้านธรรมาภิบาล (Governance) ยสท. ได้รับรางวัลและการยอมรับด้านการบริหารจัดการองค์กรอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับรางวัล ITA AWARDS 2025 อันดับ 1 สูงสุดในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ ด้วยคะแนน 99.87 คะแนน ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในระดับสูง ขณะเดียวกันยังได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น SOE AWARDS 2024 และ 2025 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน ในสาขารางวัลการพัฒนาองค์กรดีเด่น และรางวัลความร่วมมือด้านกระบวนการจัดการของรัฐวิสาหกิจ ตอกย้ำศักยภาพด้านการบริหารจัดการองค์กรและการพัฒนากระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น SOE AWARDS 2025 และรางวัลชมเชยประเภทความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น จากโครงการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตยาเส้นในหมวดอบใบยา
นอกจากนี้ การยาสูบแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ และการยาสูบแห่งประเทศไทย พระนครศรีอยุธยา ยังได้รับรางวัล Zero Accident Campaign 2025 ระดับเงิน สะท้อนถึงมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานที่เข้มแข็ง และได้รับรางวัล IQCC จากการนำเสนอผลงานการพัฒนาคุณภาพงานด้วยเครื่องมือ QCC บนเวทีระดับนานาชาติ ณ ประเทศศรีลังกาและประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นเลิศด้านการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องและวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ
ผู้ว่าการ ยสท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2569 ยสท. ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ คือ “เป็นองค์กรชั้นนำด้านยาสูบ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินงานตามหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” พร้อมประกาศพันธกิจใหม่ 4 ประการ ได้แก่
1. สร้างรายได้จากธุรกิจยาสูบและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ
2. ขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
3. สร้างมูลค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่ายาสูบ
และ 4. จัดการและดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล
โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมปีงบประมาณ 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของ ยสท. และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางอนาคตองค์กรในระยะยาวอย่างแท้จริง ภายใต้วิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ ยสท. จะเร่งปรับโครงสร้างรูปแบบธุรกิจจากการพึ่งพารายได้จากบุหรี่เพียงอย่างเดียว สู่การเป็นองค์กรที่มีการขยายธุรกิจที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งธุรกิจยาสูบ การส่งออก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในเวทีสากล ขณะเดียวกัน ยสท. จะดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG อย่างจริงจัง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมยืนยันบทบาทขององค์กรในการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของรัฐในระยะยาว
ยสท. มุ่งมั่นที่จะ “พลิกเกมธุรกิจ” จากองค์กรที่เคยพึ่งพาตลาดบุหรี่เป็นหลัก สู่การเป็นองค์กรธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การส่งออก และธุรกิจใหม่อย่างเป็นระบบ พร้อมเปลี่ยน “ปีแห่งความท้าทาย” ให้เป็น “ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน” และ “ปีแห่งโอกาส” อย่างแท้จริง เพื่อวางรากฐานองค์กรให้พร้อมรับมือกับความผันผวนของอุตสาหกรรมยาสูบโลก และก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านยาสูบที่เติบโตบนฐานของความโปร่งใส ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนในทุกมิติ
