วันล้างพอร์ต! บทเรียน เมื่อ "ทองคำ" ร่วง 10% เงินดิ่ง 30% รับขวัญว่าที่ "ประธานเฟดคนใหม่"
31 ม.ค. 2569
วันล้างพอร์ต! บทเรียน เมื่อ "ทองคำ" ร่วง 10% เงินดิ่ง 30% รับขวัญว่าที่ "ประธานเฟดคนใหม่"
Business
31 ม.ค. 2569
วันล้างพอร์ต! บทเรียน เมื่อ "ทองคำ" ร่วง 10% เงินดิ่ง 30% รับขวัญว่าที่ "ประธานเฟดคนใหม่"
31 มกราคม 2026 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ "วันล้างพอร์ต" ว่า
อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง
• ราคาทองคำ: ดิ่งจาก $5,594 (จุดสูงสุด) ลงมาแตะระดับต่ำกว่า $5,000 (ประมาณ -10%)
• แร่เงิน (Silver): ร่วงจาก $120 ลงมาอยู่บริเวณ $85 - $90 (ประมาณ -30%)
• ทองไทย: ปรับลดลงรวมกว่า 6,100 บาท ภายในวันเดียว
ในโลกแห่งการเงินและการลงทุน สัจธรรมประการหนึ่งที่นักลงทุนมักหลงลืมไปในห้วงเวลาที่ตลาดเป็นขาขึ้นอย่างบ้าคลั่งคือ
คำกล่าวนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างกระจ่างแจ้งและเจ็บแสบที่สุดในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 เมื่อตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ “ความผันผวนเชิงนโยบาย” ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ราคาทองคำและแร่เงินที่เคยถูกยกย่องว่าเป็น "หลุมหลบภัยที่แข็งแกร่งที่สุด" กลับพังทลายลงเพียงชั่วไม่กี่นาที
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในเชิงตัวเลขที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาสำคัญถึงอันตรายของการพยายาม "จับจังหวะตลาด" (Market Timing) บนรากฐานของความคาดหวังที่ปราศจากพื้นฐานรองรับ
จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทางการเงินครั้งนี้มิได้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่เกิดจากการเปลี่ยนตัวแสดงหลักในนโยบายการเงินของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก
การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) เข้าดำรงตำแหน่ง ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แทน Jerome Powell ซึ่งครบวาระ ( “วอร์ช รอการรับรองยืนยันจากวุฒิสภา) ได้สร้าง "Shockwave" หรือคลื่นกระแทกที่ทำลายสมมติฐานเดิมของนักลงทุนอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ ตลาดตกอยู่ในสภาวะ "Euphoria" หรือความประมาทจากความโลภที่พุ่งสูงถึงขีดสุด นักลงทุนทั่วโลกต่างติดกับดักทางความคิด (Cognitive Bias) โดยคาดการณ์ว่า Fed ภายใต้การนำของตัวแทนที่ใกล้ชิดภาคการเมือง จะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามใบสั่ง ซึ่งจะนำไปสู่สภาวะเงินด้อยค่า (Currency Debasement) อย่างถาวร
ความเชื่อนี้ผลักดันให้ราคาทองคำทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แร่เงินพุ่งสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทว่าเมื่อนามของ "วอร์ช" ผู้มีฉายาว่า "เหยี่ยวสายวินัย" (Monetary Hawk) ปรากฏขึ้น ตลาดจึงเกิดอาการ "ตื่นตระหนก" และปรับสมดุล (Re-pricing) ทันทีอย่างรุนแรง
ราคาทองคำโลกดิ่งลงจากจุดสูงสุดลงมาแตะระดับต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในวันเดียว (ลดลงเกือบ 10%) ขณะที่แร่เงินเผชิญกับสภาวะฟองสบู่แตกอย่างสมบูรณ์ โดยทรุดตัวลงมาอยู่ที่จุดต่ำสุดบริเวณ 80.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นการปรับตัวลดลงถึง 30% ซึ่งถือเป็นสถิติการร่วงลงที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980
ในเชิงวิชาการด้านการเงิน ทองคำถูกจัดเป็นสินทรัพย์ที่มี "มูลค่าในตนเอง" (Intrinsic Value) และทำหน้าที่เป็นตัวเก็บรักษามูลค่า (Store of Value) ได้ดีเยี่ยมในระยะยาว แต่สิ่งที่นักลงทุนมักสับสนคือ "ราคาตลาด" ในระยะสั้นนั้นมิได้สะท้อนคุณค่าของโลหะแวววาวเสมอไป แต่มันคือภาพสะท้อนของจิตวิทยาและปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิง ดังนี้:
1 อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield): เมื่อตลาดคาดว่า Warsh จะรักษาดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อกำราบเงินเฟ้อ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยจึงพุ่งสูงขึ้นทันที
2 การคืนชีพของดัชนีดอลลาร์ (DXY): ความเชื่อมั่นในวินัยทางการเงินทำให้ดอลลาร์กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เมื่อหน่วยวัดมูลค่า (Denominator) แข็งค่า สินทรัพย์ที่ถูกวัด (Numerator) อย่างทองคำและเงินจึงมีมูลค่าลดลงโดยอัตโนมัติ
3 กลไกการชำระบัญชี (Liquidation Cascade): การที่ราคาเงินดิ่งลง 30% เผยให้เห็น "ความเปราะบาง" ของการใช้เลเวอเรจ (Leverage) หรือการกู้ยืมมาลงทุน เมื่อราคาหลุดระดับนัยสำคัญ ระบบการขายอัตโนมัติ (Stop-loss) จะทำงานต่อเนื่องเหมือนโดมิโน ทำให้ราคาไหลลงลึกเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานจะอธิบายได้
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ทั่วโลก "Warsh Shock" ครั้งนี้ไม่ได้ทำร้ายเพียงแค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่ส่งผลกระทบถึงโครงสร้างเศรษฐกิจหลายส่วน:
• นักลงทุนรายย่อยและสายเก็งกำไร: กลุ่มที่เข้าซื้อด้วยความกลัวตกรถ (FOMO) ที่ระดับราคาเงิน $115-$120 คือผู้ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด หลายคนต้องเผชิญกับภาวะ "หมดตัว" จากการที่โบรกเกอร์บังคับขายสินทรัพย์ (Margin Call)
• กลุ่ม "Debasement Trade": กองทุน Hedge Funds ที่วางเดิมพันกับการล่มสลายของดอลลาร์ต้องปิดสถานะขาดทุนมหาศาล กลยุทธ์ที่วางไว้หลายปีพังทลายลงในชั่วโมงเดียว
• ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่: ประเทศที่เร่งสะสมทองคำเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ในช่วงปี 2024-2025 ต้องเผชิญกับการสูญเสียมูลค่าทางบัญชี (Paper Loss) มหาศาล ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของทุนสำรองระหว่างประเทศ
• ภาคอุตสาหกรรม: แม้แร่เงินที่ถูกลงจะเป็นผลดีต่อต้นทุนการผลิตแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ความผันผวนระดับ 30% ในวันเดียวนั้นคือหายนะของการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ทำให้บริษัทจำนวนมากไม่สามารถวางแผนงบประมาณได้
สำหรับนักลงทุนในประเทศไทย ความซับซ้อนทวีคูณขึ้นด้วยปัจจัยด้าน "อัตราแลกเปลี่ยน"
ก่อนหน้านี้เงินบาทแข็งค่าผิดปกติจากการที่นักลงทุนขายทองคำทำกำไรและนำดอลลาร์กลับมาแลกเป็นบาท
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ เงินบาทกลับพลิกมาอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากระดับต่ำกว่า 31.00 บาท ขึ้นมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ ภาวะเช่นนี้ทำให้นักลงทุนไทยที่พยายาม "จับจังหวะ" ต้องเผชิญกับวิกฤตสองด้าน (Double Whammy) คือขาดทุนจากราคาทองคำที่ร่วงลง และในขณะเดียวกัน
หากต้องการเข้าซื้อเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุน ก็ต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้นจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง นี่คือกับดักที่คนพยายามจับจังหวะตลาดมักจะตกหลุมพรางเสมอ
บทเรียนจากปรากฏการณ์ทองคำและเงินดิ่งเหวรับขวัญประธานเฟดคนใหม่ในครั้งนี้ สอนให้เราตระหนักว่า
"หลุมหลบภัยที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่โลหะมีค่า แต่คือวินัยและสติของนักลงทุนเอง"
การพยายามเป็นผู้พิชิตตลาดด้วยการคาดเดาจังหวะเวลาในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงและเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐระดับโลก เป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับการพนันมากกว่าการลงทุนอย่างยั่งยืน
แนวทางที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและการบริหารความมั่งคั่งคือการ "จัดสรรสินทรัพย์" (Asset Allocation) เราควรวางสถานะของทองคำเป็นเพียงเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยง (Hedging) เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันในสัดส่วนที่เหมาะสม (ประมาณ 5-10% ของพอร์ต) มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลักที่ใช้ในการ "รวยทางลัด"
สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ "Warsh Shock" คือเครื่องเตือนใจว่า ในโลกการเงินที่เปลี่ยนแปลงเพียงปลายนิ้วสัมผัส
"ความรู้เท่าทันในกลไกเศรษฐกิจและการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน" คือเกราะป้องกันเดียวที่จะช่วยให้นักลงทุนรอดพ้นจากกับดักของความโลภที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบของคำว่า "สินทรัพย์ปลอดภัย" ได้อย่างแท้จริงครับ
