svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

"บ้านและคอนโด" ที่คนไทย "เอื้อมถึงได้จริง" ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยราคาประหยัดปี 2026

20 ม.ค. 2569

"บ้านและคอนโด" ที่คนไทย "เอื้อมถึงได้จริง" ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยราคาประหยัดปี 2026 "การปรับสมดุลครั้งใหญ่" หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในปี 2025

​20 มกราคม 2568 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2026 อยู่ในสภาวะ "การปรับสมดุลครั้งใหญ่" (Great Rebalancing) หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในปี 2025 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมลดลงเหลือเพียง 860,000 ล้านบาท ปัจจัยท้าทายหลักคือหนี้ครัวเรือนที่สูงและเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด โดยกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) สูงถึงเกือบ 40%  

​1. โมเดลการเป็นเจ้าของรูปแบบใหม่ (New Ownership Models)

 

​เมื่อสินเชื่อธนาคารเข้าถึงยากขึ้น ผู้ประกอบการและภาครัฐจึงนำเสนอทางเลือกใหม่ที่เอื้อมถึงได้จริง:


​โมเดล "เช่าออมบ้าน" (Rent-to-Own): เช่น บริการ Sena Livnex ช่วยให้ผู้ซื้อย้ายเข้าอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องดาวน์ ค่าเช่าส่วนหนึ่งจะสะสมเป็นเงินออมเพื่อหักลดเงินต้นเมื่อพร้อมกู้ใน 3 ปีข้างหน้า ผ่อนเริ่มต้นเพียง 4,100 บาท/เดือน  

 

​โครงการ "บ้านชาวไทย" (Baan-Chaothai): ความร่วมมือระหว่าง BTS และ ธอส. พัฒนาคอนโดมิเนียมกว่า 12,000 ยูนิต ในทำเลศรีนครินทร์และคลองหลวง ราคาเริ่มต้น 1.6 - 1.89 ล้านบาท เพื่อให้กลุ่มรายได้ไม่เกิน 50,000 บาท เข้าถึงบ้านหลังแรกได้ง่ายขึ้น 

 

Generation Rent: กลุ่มคนรุ่นใหม่หันมานิยมการเช่ามากกว่าการซื้อเพื่อรักษาความคล่องตัวทางการเงินและทำเลที่ใกล้แหล่งงาน  

 

 


​2. สมรภูมิทำเล: ดาวรุ่ง และ พื้นที่เสี่ยง (Location Analysis)

 

​4 ทำเลศักยภาพสูง: บางนา-ศรีนครินทร์ (ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่), รัตนาธิเบศร์-ราชพฤกษ์ (สมดุลการเดินทาง), ลำลูกกา-ธัญบุรี (บ้านเดี่ยวราคาดี) และกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่  

 

 

​3. มาตรการรัฐและสินเชื่อปี 2026

 

​ภาครัฐยังคงประคองตลาดผ่านนโยบายกระตุ้นจนถึงกลางปี 2026:
​ลดค่าธรรมเนียม:
ลดค่าโอนและค่าจดจำนองเหลือร้อยละ 0.01 สำหรับบ้านและคอนโดราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มีผลบังคับใช้จนถึง 30 มิถุนายน 2569  


​สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) นำเสนออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกในช่วง 2.40% - 2.85% พร้อมเงื่อนไขกู้สูงสุด 40 ปี เพื่อลดภาระผ่อนรายเดือน  

 

 

​4. เทรนด์การออกแบบและเทคโนโลยี (Smart & Sustainable)


​ที่อยู่อาศัยราคาประหยัดถูกยกระดับด้วยฟังก์ชันที่ช่วยลดค่าครองชีพในระยะยาว:


​Energy Saving: การติดตั้งโซลาร์เซลล์และรองรับ EV Charger เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า


​Smart Home & AI: ระบบควบคุมไฟฟ้าและรักษาความปลอดภัยผ่านแอปพลิเคชันกลายเป็นมาตรฐานใหม่แม้ในโครงการราคาประหยัด  
​Universal Design: ออกแบบพื้นที่รองรับสังคมสูงวัย (Aging Society) เช่น ทางลาดและฟังก์ชัน Barrier-free เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนทุกวัย  

 

 


​บทสรุป:

 

ตลาดปี 2026 คือยุคที่ผู้ซื้อต้องเน้น "ความคุ้มค่าและทำเลที่ใช้ประโยชน์ได้จริง" มากกว่าการเก็งกำไร

ขณะที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวสู่การบริหารจัดการต้นทุน (Cost Leadership) และการใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างสำเร็จรูป (Precast) เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านราคา  

 

 

"บ้านและคอนโด" ที่คนไทย "เอื้อมถึงได้จริง" ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยราคาประหยัดปี 2026

 

บรรยากาศที่อยู่อาศัยราคาประหยัดในปี 2026


โดยจะเน้นความทันสมัยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตและความยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบหลัก

 

​ลักษณะอาคาร: เป็นกลุ่มอาคารชุดพักอาศัยสูง 8 ชั้น (โมเดลบ้านชาวไทย) ที่มีดีไซน์เรียบง่ายแต่ทันสมัยในสไตล์ Modern Japandi ที่เน้นโทนสีอ่อนและวัสดุไม้ธรรมชาติ หรือสไตล์ Mediterranean ที่โดดเด่นด้วยผนังสีขาวสะอาดตา

 

​นวัตกรรมรักษ์โลก: บนดาดฟ้ามีการติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) และในพื้นที่จอดรถมี สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

​สมาร์ทโฮม: ภายในห้องพักแสดงให้เห็นถึงการใช้ ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) และการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อสร้างความสะดวกสบายแบบ Smart Living

 

​พื้นที่ส่วนกลาง: มีสวนสีเขียวขนาดใหญ่ที่ออกแบบตามหลัก Universal Design มีทางลาด (Barrier-free) และเลนสำหรับวิ่งจ๊อกกิ้ง เพื่อรองรับการอยู่อาศัยร่วมกันของคนทุกวัย (Multigenerational Living)

 

​กลุ่มผู้อยู่อาศัย: ภาพของวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) หรือครอบครัวรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทำเลใกล้รถไฟฟ้า สะท้อนถึง "ความเอื้อมถึงได้จริง" ในราคาเริ่มต้นประมาณ 1.6 ล้านบาท