
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ “อีอีซี” เปิดเผยว่าในปี 2568 ในพื้นที่อีอีซียังมีการลงทุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องซึ่งหลายโครงการเป็นโครงการลงทุนใหม่ และมีหลายโครงการที่มีการลงทุนต่อเนื่อง โดยเป็นตัวเลขมูลค่าการลงทุนจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซีกว่า 116,416.30 ล้านบาท
แบ่งเป็นตัวเลขเม็ดเงินการลงทุน 3 กลุ่มได้แก่ 1.มูลค่าการลงทุนรัฐ และเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน 4 โครงการหลัก มูลค่ารวม 8,035.83 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนของภาครัฐ 6,285.28 ล้านบาท และการลงทุนของภาคเอกชน 1,750.55 ล้านบาท 2.มูลค่าการลงทุนจากแผนบูรณาการงบประมาณในพื้นที่อีอีซี ซึ่งมีการจัดสรรผ่านงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ วงเงินรวม 6,137.57 ล้านบาท และ 3.มูลค่าการลงทุนของภาคเอกชน โดยในปี 2568 มูลค่าการลงทุนของเอกชน ที่เป็นมูลค่าการลงทุนจริงในพื้นที่มีมูลค่า 102,242.90 ล้านบาท โดยสามารถแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมปิโตรเลียม วงเงินลงทุนรวม 42,982.07 ล้านบาท
2. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนวงเงินลงทุนรวม 18,598.32 ล้านบาท 3. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ วงเงินลงทุนรวม 12,762.14 ล้านบาท 4. อุตสาหกรรมการผลิตเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมีวงเงินลงทุนรวม 12,691.68 ล้านบาท 5.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติกวงเงินลงทุนรวม 8,686.06 ล้านบาท 6.กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารวงเงินลงทุนรวม 6,122.21 ล้านบาท และ 7.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการแพทย์และอุตสาหกรรมการผลิตเภสัชภัณฑ์วงเงินลงทุนรวม 400.41 ล้านบาท
สำหรับตัวเลขการลงทุนจริงในพื้นที่อีอีซีที่เป็นตัวเลขการลงทุนจริงสะสมตั้งแต่ปี 2561-2568 มูลค่าการลงทุนจริงรวมทั้งสิ้น 829,770.70 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1.การลงทุนรัฐ–เอกชนใน 4 โครงการหลัก มูลค่าลงทุนรวม 50,777.23 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ก.ย. 2568) แบ่งเป็นการลงทุนจากภาครัฐ 27,328.28 ล้านบาท คิดเป็น 53.82% การลงทุนภาคจากภาคเอกชน 23,448.95 ล้านบาท คิดเป็น 46.18%โดยการลงทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายเตรียมพื้นที่และก่อสร้างโครงการสำคัญ เช่น งานถมทะเล งานโครงสร้างพื้นฐาน งานระบบสาธารณูปโภค และการพัฒนาพื้นที่สนับสนุนการคมนาคมและโลจิสติกส์
2. การลงทุนจากภาคเอกชนมูลค่าลงทุนรวม 696,406.10 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และระบบอัตโนมัติ และ 3.การลงทุนจากแผนบูรณาการอีอีซีมูลค่าลงทุนรวม 82,587.37 ล้านบาท โดยในส่วนนี้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี (รายจ่ายลงทุน) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และระบบสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในพื้นที่อีอีซีในปี 2569 นายจุฬากล่าวว่ายังมีทิศทางที่เติบโตต่อเนื่อง และมีนักลงทุนจำนวนมากที่เข้ามาพูดคุยกับอีอีซีเพื่อสอบถามแนวทางและโอกาสในการลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยเราเน้นที่โครงการที่มีการลงทุนจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ และเกิดผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนสิทธิประโยชน์ในพื้นที่เมืองการบินภาคตะวันออก และการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นเรื่องที่อีอีซีได้เตรียมความพร้อมมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยจะนำเสนอให้รัฐบาลชุดต่อไปพิจารณาตามขั้นตอน
ส่วนการจัดหาพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซีเพื่อเพิ่มแรงดึงดูดในพื้นที่มากขึ้น นั้นเลขาธิการฯอีอีซีกล่าวว่าในขณะนี้ได้จัดหาพื้นที่ขนาด 1,500 ไร่ไว้รองรับแล้ว โดยใช้ที่ดินบริเวณที่เป็นที่ดินราชพัสดุในพื้นที่อีอีซี ส่วนพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่อีอีซีต้องจัดสรรไว้อีกประมาณ 3,000 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนโครงการดิสนีย์แลนด์ที่รัฐบาลได้ให้โจทย์กับอีอีซีไว้ให้หาพื้นที่รองรับการลงทุนโครงการที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนในพื้นที่อีอีซีในอนาคต
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญรองรับการลงทุนที่สำคัญของประเทศไทย โดยในพื้นที่อีอีซีที่ครอบคลุม 3 จังหวัดได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี และจ.ระยอง เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนที่สำคัญทั้งจากการลงทุนใหม่ และขยายการลงทุนในหลายสาขาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยส่งเสริมให้เกิดการลงทุน
นอกจากนั้นยังมีเม็ดเงินจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่เป็นโครงการร่วมลงทุน (PPP) ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 4 โครงการ ได้แก่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3
รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่อยู่ระหว่างการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยจะต้องรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาอนุมัติการแก้ไขสัญญาหลังจากที่ตัวแทนภาคเอกชนและตัวแทนรัฐบาลในฐานะคู่สัญญาได้มีการหารือกันในเรื่องนี้แล้วหลายครั้ง โดยในการแก้ไขสัญญาจะต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคเอกชนมีการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆในพื้นที่ต่อเนื่อง