เนชั่นทีวี

Business

'เอกนิติ' มั่นใจ 'ไทยช่วยไทย' หนุนจีดีพีปี 69 โตตามเป้า 2.5%

23 ก.ย. 2569 | tananya_nak

'เอกนิติ' มั่นใจ 'ไทยช่วยไทย' หนุนจีดีพีปี 69 โตตามเป้า 2.5%

รัฐอัดงบ 4.3 หมื่นล้าน ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน - เติมเงินบัตรสวัสดิการฯ รับมือวิกฤติค่าครองชีพ 'เอกนิติ' มั่นใจหนุนจีดีพีปี 69 โตตามเป้า 2.5% ยันไม่โอนงบเงินกู้ก้อน 2 มาแจก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบต่อมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพจากผลกระทบวิกฤติราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินในตลาดโลกสูงขึ้น

นอกจากนี้ไทยต้องเผชิญคลื่นวิกฤติเศรษฐกิจ 3 ระลอก ได้แก่ ราคาพลังงาน กำลังซื้อ ค่าครองชีพและเงินเฟ้อ โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.5% และดัชนีราคาผู้ผลิตสูงขึ้นเกือบ 10%

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือที่ ครม.อนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลา ดังนี้

1.รัฐบาลเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มอีก 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อประคองค่าครองชีพเดือน ต.ค.2569 พร้อมเปิดการทบทวนสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป โดยขยายกรอบรองรับจากเดิม 13.1 ล้านคน เป็น 14-14.5 ล้านคน

2.โครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มวงเงินช่วยเหลืออีก 1,000 บาท และขยายเวลาออกไป 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย.2569 หลังมีข้อมูลใช้จ่ายช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนบางส่วนใช้วงเงินไม่หมด

รวมทั้งปรับกลุ่มเป้าหมายไทยช่วยไทยพลัส จากเดิม 26 ล้านคน โดยพบผู้ได้รับสิทธิ์ย้ายไปอยู่กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 ล้านคน จึงเหลือกลุ่มเดิม 25 ล้านคน และได้เปิดรับกลุ่มตกหล่นเพิ่ม 7.5 ล้านคน รวมเป็น 32.5 ล้านคน เมื่อรวมผู้ได้รับสิทธิ์ทั้ง 2 โครงการจะดูแลประชาชน 47 ล้านคน

“มาตรการทั้งหมดใช้วงเงินกู้เดิมเยียวยาประชาชนที่คงเหลือ 44,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงิน 43,000 ล้านบาท และไม่ตั้งงบประมาณใหม่หรือดึงจากวงเงินกู้ส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท เพราะไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดพึ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้า ซึ่งส่วนนี้จะเข้าสู่กรอบการกำกับจ่ายภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้”นายเอกนิติ กล่าว

โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดภาระประชาชน โดยทำให้เงินเฟ้อไตรมาส 2 ที่อยู่ระดับสูงสุด 2.9% ต่ำกว่าหลายประเทศที่สูงถึง 5-7% ก่อนทยอยลดลง 

นอกจากนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินได้เร็วช่วยพยุงกำลังซื้อและผลักดัน GDP ขยายตัว โดยช่วงที่ต่ออายุมาตรการ 2 เดือน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่ม 0.1-0.2% และช่วยเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวเพิ่ม 0.4% จึงมั่นใจ GDP ปีนี้ จะขยายตัว 2.5% ตามที่คาดการณ์

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยการขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้เป็นการใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือ 44,000 ล้านบาทเศษ จากแผนงานส่วนที่ 1 ของ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท และงบประมาณที่นำมาใช้เยียวยามาจากวงเงินส่วนแรกเท่านั้น ไม่โอนเงินจากส่วนที่ 2

ทั้งนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มไม่มีสาเหตุจากงบประมาณเหลือ แต่เกิดจากเศรษฐกิจต่างประเทศ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับโครงการช่วยเหลือเดิมจะสิ้นสุดเดือน ก.ย.2569 รัฐบาลจึงต้องดูแลบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

สำหรับแนวทางดูแลประชาชนจะเน้นกระจายความช่วยเหลือทั่วถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เริ่มใช้สิทธิ์รอบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 โดยนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบซ้ำด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้านเพื่อเก็บตกกลุ่มชายขอบที่อาจตกสำรวจ เพื่อขยายให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ครม.เห็นชอบทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยการเติมเงินกลุ่มเปราะบางที่รัฐบาลเตรียมเติมให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเปราะบาง 1,000 บาท ในเดือน ต.ค.2569 จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด มีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรก 9.5 ล้านราย และขอทบทวนสิทธิ์อีก 5 ล้านราย

วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบปรับเกณฑ์เพื่อลดผลกระทบแก่ผู้เดือดร้อนจริง ดังนี้ 

1.นักเรียน/นักศึกษา ยกเว้นผู้อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ (กศน./กสกร.) 

2.ผู้ถือหุ้น/กรรมการ ยกเว้นผู้มีชื่อในวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน 

3.ผู้ถือตราสารหนี้และหุ้น ยกเว้นให้ผู้ที่ไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่ารวมไม่เกิน 5,000 บาท 

4.ผู้ถือกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ ยกเว้นรถจักรยานยนต์อายุไม่เกิน 15 ปี รวมถึงรถยนต์หรือรถพ่วงการเกษตรอายุเกิน 20 ปี โดยแยกกลุ่มรถมูลค่าสูงและรถสะสมออกจากรถใช้งานทั่วไป

ส่วนกลุ่มเป้าหมายโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่มีกลุ่มเป้าหมายเดิม กลุ่มเป้าหมายเดิม 25 ล้านคน (ปรับไปรับบัตรสวัสดิการ 1 ล้านคน) จะประกาศผลทบทวนสิทธิ์วันที่ 30 ก.ย.2569 โดยผู้ได้สิทธิ์โครงการ 60-40 จะได้รับขยายเวลาใช้สิทธิ์เพิ่ม 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.)

ทั้งนี้เนื่องจากสถิติ 3 เดือนที่ผ่านมาพบมีผู้ใช้สิทธิ์ใช้เงินไม่หมด 51% เนื่องจากเน้นซื้ออาหารและเครื่องดื่มประจำเป็นหลัก พร้อมเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเพิ่มได้ถึงสิ้นเดือน พ.ย.2569 และเชื่อมระบบร้านค้าในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้รองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย

ข่าวล่าสุด