นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยการขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้เป็นการใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือ 44,000 ล้านบาทเศษ จากแผนงานส่วนที่ 1 ของ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท และงบประมาณที่นำมาใช้เยียวยามาจากวงเงินส่วนแรกเท่านั้น ไม่โอนเงินจากส่วนที่ 2
ทั้งนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มไม่มีสาเหตุจากงบประมาณเหลือ แต่เกิดจากเศรษฐกิจต่างประเทศ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับโครงการช่วยเหลือเดิมจะสิ้นสุดเดือน ก.ย.2569 รัฐบาลจึงต้องดูแลบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง
สำหรับแนวทางดูแลประชาชนจะเน้นกระจายความช่วยเหลือทั่วถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เริ่มใช้สิทธิ์รอบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 โดยนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบซ้ำด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้านเพื่อเก็บตกกลุ่มชายขอบที่อาจตกสำรวจ เพื่อขยายให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ครม.เห็นชอบทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยการเติมเงินกลุ่มเปราะบางที่รัฐบาลเตรียมเติมให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเปราะบาง 1,000 บาท ในเดือน ต.ค.2569 จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด มีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรก 9.5 ล้านราย และขอทบทวนสิทธิ์อีก 5 ล้านราย
ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบปรับเกณฑ์เพื่อลดผลกระทบแก่ผู้เดือดร้อนจริง ดังนี้
1.นักเรียน/นักศึกษา ยกเว้นผู้อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ (กศน./กสกร.)
2.ผู้ถือหุ้น/กรรมการ ยกเว้นผู้มีชื่อในวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน
3.ผู้ถือตราสารหนี้และหุ้น ยกเว้นให้ผู้ที่ไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่ารวมไม่เกิน 5,000 บาท
4.ผู้ถือกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ ยกเว้นรถจักรยานยนต์อายุไม่เกิน 15 ปี รวมถึงรถยนต์หรือรถพ่วงการเกษตรอายุเกิน 20 ปี โดยแยกกลุ่มรถมูลค่าสูงและรถสะสมออกจากรถใช้งานทั่วไป
ส่วนกลุ่มเป้าหมายโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่มีกลุ่มเป้าหมายเดิม กลุ่มเป้าหมายเดิม 25 ล้านคน (ปรับไปรับบัตรสวัสดิการ 1 ล้านคน) จะประกาศผลทบทวนสิทธิ์วันที่ 30 ก.ย.2569 โดยผู้ได้สิทธิ์โครงการ 60-40 จะได้รับขยายเวลาใช้สิทธิ์เพิ่ม 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.)
ทั้งนี้เนื่องจากสถิติ 3 เดือนที่ผ่านมาพบมีผู้ใช้สิทธิ์ใช้เงินไม่หมด 51% เนื่องจากเน้นซื้ออาหารและเครื่องดื่มประจำเป็นหลัก พร้อมเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเพิ่มได้ถึงสิ้นเดือน พ.ย.2569 และเชื่อมระบบร้านค้าในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้รองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย