- วันที่ 9 เมษายน 2025 “พักมาตรการ” วันปลดแอก
เมื่อวันที่ 2 เม.ย.69 ปีที่แล้ว ปธน.ทรัมป์ประกาศสิ่งที่เขาเรียกว่า “วันปลดแอก” (Liberation Day) ซึ่งเป็นมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแทบทุกประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก
แต่หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อทรัมป์ประกาศ “พัก” การเก็บภาษีดังกล่าวเป็นเวลา 90 วัน สำหรับทุกประเทศยกเว้นจีน ตลาดหุ้นก็กลับมาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง โดยดัชนีอ้างอิง S&P 500 ปรับตัวขึ้นถึง 9.5% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวันที่ปรับขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พบรูปแบบการซื้อขายผิดปกติล่วงหน้า โดยมีการวางเดิมพันในกองทุนที่อิงกับดัชนี S&P 500 จำนวนมากก่อนการประกาศ
ไม่เพียงเท่านั้น จำนวนสัญญาการซื้อขายก็พุ่งขึ้นเกิน 10,000 สัญญาต่อนาที ทันทีหลังเวลา 18:00 BST ขณะที่ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวอยู่เพียงหลักร้อยเท่านั้น
นักเทรดบางราย วางเดิมพันมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์ ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นในวันนั้น ทั้งที่ก่อนหน้าเพิ่งเผชิญการปรับตัวลงติดต่อกันถึง 7 วัน โดยการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงครั้งนี้ อาจทำให้พวกเขาทำกำไรได้เกือบ 20 ล้านดอลลาร์
ต่อมาในสัปดาห์เดียวกัน วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตหลายรายในสหรัฐ ได้ส่งจดหมายถึง ก.ล.ต.สหรัฐ (SEC) เรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบว่า การประกาศของประธานาธิบดี “เอื้อประโยชน์ให้บุคคลวงใน และคนใกล้ชิดของรัฐบาล โดยแลกกับความเสียหายของประชาชนอเมริกัน” หรือไม่
เมื่อ BBC สอบถามว่า ก.ล.ต.สหรัฐได้ตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าวหรือไม่ โฆษกของหน่วยงาน “ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น”
ขณะที่ทำเนียบขาวก็ไม่ได้ตอบคำขอของ BBC ในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติใดๆ ที่ถูกวิเคราะห์ในรายงานนี้
- วันที่ 3 มกราคม 2026: ผู้นำเวเนซุเอลาถูกสหรัฐจับกุม
- ธ.ค.2025: ผู้ใช้รายหนึ่งสร้างบัญชีบน Polymarket ชื่อ Burdensome-Mix
- วันที่ 2 ม.ค.2026: บัญชีนี้วางเดิมพัน 32,000 ดอลลาร์ว่า นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาจะพ้นจากอำนาจภายในสิ้นเดือนม.ค.2026 โดยระหว่างวันที่ 30 ธ.ค.- 2 ม.ค. บัญชีดังกล่าวได้ทุ่มเงินรวม 32,500 ดอลลาร์ในการเดิมพันนี้
- วันที่ 3 ม.ค.2026: มาดูโรถูกทหารสหรัฐบุกจับ และบัญชี Burdensome-Mix ทำกำไรได้สูงถึง 436,000 ดอลลาร์
- วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026: การโจมตีอิหร่าน
ในเดือนก.พ.2026: มีการสร้างบัญชี 6 บัญชีบนแพลตฟอร์ม Polymarket และภายในวันที่ 28 ก.พ.69 บัญชีเหล่านี้ทำกำไรรวมกัน 1.2 ล้านดอลลาร์ โดยบัญชีทั้งหมดได้วางเดิมพันว่า “สหรัฐจะโจมตีอิหร่านภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์”
ในจำนวนผู้ใช้ทั้ง 6 ราย มี 5 รายที่ไม่ได้วางเดิมพันใดๆ อีกหลังจากนั้น ขณะที่อีก 1 บัญชีมีการเคลื่อนไหวล่าสุด โดยทำกำไรเพิ่มอีก 163,000 ดอลลาร์ จากการทายถูกว่า สหรัฐ–อิหร่าน จะ “หยุดยิง” ภายในวันที่ 7 เมษายน ซึ่งถูกประกาศโดยวอชิงตันและเตหะรานในวันนั้น
ด้าน Polymarket ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า บริษัทกำหนด รักษา และบังคับใช้มาตรฐานความโปร่งใสของตลาดในระดับสูงสุด พร้อมระบุว่า ได้ทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานกำกับดูแล และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
สำหรับตลาดคาดการณ์อนาคตอย่าง Polymarket อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐ (CFTC) โดยแม้จะไม่ตอบคำถามของ BBC แต่ประธานของหน่วยงานได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่า องค์กรมีนโยบาย “ไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด” ต่อการฉ้อโกงและการใช้ข้อมูลวงใน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทำเนียบขาวได้ส่งอีเมลภายในถึงเจ้าหน้าที่เมื่อเดือนที่ผ่านมา เตือนว่า ห้ามใช้ข้อมูลวงในไปวางเดิมพันในตลาดคาดการณ์
เดวิส อิงเกิล โฆษกประจำทำเนียบข่าวกล่าวกับ BBC ว่า “การกล่าวอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมลักษณะนี้โดยไม่มีหลักฐาน ถือเป็นการรายงานที่ไร้เหตุผล และขาดความรับผิดชอบ”
- อินไซเดอร์เทรดดิ้ง ช่องโหว่ที่ยังไร้คนรับผิด
ในสหรัฐมีการออกกฎหมายลงโทษการใช้ข้อมูลวงในอย่าง Securities Act of 1933 และได้ขยายให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐในปี 2012 แต่จนถึงปัจจุบันก็ "ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดี" ภายใต้กฎหมายดังกล่าว
พอลล์ โอลดิน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายกำกับดูแลการเงินจาก ESSEC Business School ระบุว่า กฎเหล่านี้ “บังคับใช้ได้ยากมาก” โดยเขากล่าวว่า “หน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ดำเนินคดี หากไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของข้อมูลได้”
โอลดิน ยังเสริมว่า “คุณอาจเห็นการซื้อขายขนาดมหาศาลที่ชี้ชัดว่า มีคนรู้ล่วงหน้าว่า ปธน.ทรัมป์กำลังจะประกาศอะไร”
“แต่ก็มีโอกาสสูงมากที่ท้ายที่สุด จะไม่มีใครถูกดำเนินคดี” โอลดิน กล่าว
สำหรับที่ผ่านมา คนใช้ข้อมูลวงในมักไม่เทรดเองโดยตรง แต่มักใช้ตัวกลางซับซ้อน อย่างบัญชีคนอื่น ใช้หลายบัญชีแตกย่อย รวมถึงใช้แพลตฟอร์มจากต่างประเทศ และบางทีข้อมูลไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ผ่านหลายทอด ทำให้การตามเส้นทางการเงิน และตัวคนจริงค่อนข้างยาก
- ทำไมทรัมป์อาจ ‘ไม่ถูกดำเนินคดี’
“ในทางทฤษฎี กฎหมายว่าด้วยการใช้ข้อมูลวงใน ครอบคลุมถึงบุคคลในฝ่ายบริหารของรัฐ รวมถึงประธานาธิบดีอย่างชัดเจน” อัลลัน ฮอร์วิช ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านกฎหมายจาก มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ระบุ
อย่างไรก็ตาม การทำให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษได้นั้น “มักเป็นเรื่องยาก” ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ถูกดำเนินคดี ฮอร์วิช อธิบายว่า “คดีลักษณะนี้มักต้องอาศัยพยานหลักฐานแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องยากในคดีอาญา เพราะต้องพิสูจน์ให้ได้โดยปราศจากข้อสงสัยอันสมเหตุสมผล”
ด้านซาราห์ เจ. วิลเลียมส์ ศาสตราจารย์จาก Penn State Dickinson Law School ก็เห็นสอดคล้องกันว่า “การพิสูจน์ว่ามีการใช้ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยจริง ไม่ใช่เพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลสาธารณะ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ข้อมูลนั้นเป็นแรงจูงใจให้เกิดการซื้อขายผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก”
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายยกเหตุผลหลายประการว่า การโพสต์ของทรัมป์ โดยเฉพาะโพสต์เมื่อวันที่ 9 เมษายน “ไม่น่านำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย”
ประเด็นสำคัญคือ ข้อมูลถูกเผยแพร่ “ต่อสาธารณะ” เราอาจไม่ทราบว่าทรัมป์พูดอะไรกับใครเป็นการส่วนตัว แต่สิ่งที่เขากล่าวก่อนประกาศพักภาษีนั้นเป็นข้อมูลเปิดเผย ไม่เพียงต่อผู้ติดตาม 9.4 ล้านคนของเขาเท่านั้น แต่กับทุกคนที่เข้าถึงได้
ฮอร์วิช อธิบายว่า “โดยทั่วไปแล้ว หากข้อมูลถูกเปิดเผยสู่สาธารณะอย่างทันท่วงที ก็จะไม่เข้าข่ายปัญหาข้อมูลวงใน ซึ่งตามนิยาม ต้องเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยในทางที่ผิด”
เขายังเสริมว่า “ผมไม่เห็นว่าการแนะนำให้ ‘ซื้อ’ ต่อสาธารณะ ซื้ออะไร หุ้นหรือพันธบัตร? ราคาเท่าไร? หรือซื้อดัชนีกว้างๆ จะเข้าข่ายกฎหมายข้อมูลวงในได้อย่างไร”
ในคดีลักษณะนี้ โดยปกติ ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ข้อมูลวงใน จะถูกตรวจสอบโดย ก.ล.ต.และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ซึ่งอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารทั้งคู่ และในช่วงรัฐบาลทรัมป์ อำนาจดังกล่าว “อยู่ภายใต้” การควบคุมของทำเนียบขาวอย่างใกล้ชิด ทำให้โอกาสดำเนินคดีกับประธานาธิบดีมีน้อย
อีกความเสี่ยงหนึ่งอาจมาจาก “การฟ้องร้องโดยเอกชน” ซาราห์ เจ. วิลเลียมส์ ระบุว่า “ผู้ลงทุนที่ซื้อขายหุ้นโดยสุจริตในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดการใช้ข้อมูลวงใน มีสิทธิฟ้องผู้ใช้ข้อมูลนี้ได้ตามกฎหมาย”
อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ทรัมป์ได้ให้ข้อมูลล่วงหน้าเป็นการส่วนตัวแก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาหลักฐานมายืนยัน
ในอีกมุมหนึ่ง ประธานาธิบดีมี “อำนาจดุลพินิจ” สูง เนแจท เซย์ฮุน ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย University of Michigan ระบุว่า เกณฑ์ในการพิสูจน์ว่าทรัมป์ทำผิดในกรณีนี้ ถือว่ายาก
เขาอธิบายว่า ทรัมป์สามารถให้เหตุผลได้ว่า “ตลาดร่วงลงไปแล้ว 20% และผมต้องการป้องกันไม่ให้ความตื่นตระหนกยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอาจโต้แย้งว่า ข้อความที่โพสต์ เป็น “การกระทำในฐานะประธานาธิบดี” ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐได้เคยวินิจฉัยว่า ได้รับความคุ้มครองจากการถูกดำเนินคดี
อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ