อย่างไรก็ตาม การเปิดโอกาสให้บุคคลได้มีโอกาสโคจรมาเจอกันแบบนี้ไม่ได้มีแค่เฉพาะหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าเท่านั้น เพราะแม้แต่สำนักงานศาลยุติธรรมเอง ก็มีหลักสูตรในทำนองนี้เช่นเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง
ส่วน ‘วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร’ แน่นอนว่าอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม เป็นแหล่งรวมตัวท็อปจากทุกแวดวงเช่นกัน โดยเนื้อหาของหลักสูตรจะเน้นไปที่เรื่องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านความมั่นคง และบทบาทของกองทัพ ซึ่งส่วนหนึ่งของคนที่อยากเข้ามาอบรมหลักสูตรของ วปอ.ก็คงหนีไม่พ้นการอยากได้ ‘คนมีสี’ เป็นเพื่อน แต่จะแนบแน่นกันแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล
หลักสูตรเหล่านี้ถูกวิจารณ์ในเชิงหลักการถึงความเหมาะสมมาอย่างช้านาน แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่เคยมีใครกล้าลงมืออย่างจริงจัง แม้แต่ในยุคสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ยุคสมัยของ คสช. ซึ่งมีอุดมการณ์ยึดถือเรื่องความสุจริตและศีลธรรมคุณงามความดี น่าจะเป็นองค์กรเดียวที่แสดงท่าทีถึงการพยายามจะหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ โดยขณะนั้นรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 เรื่อง การพัฒนาบุคลากรในภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ข้าราชการตามส่วนราชการเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรต่างๆ เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการตัดโอกาสคนอื่นที่มีความจำเป็นและมีความเหมาะสมมากกว่า
ไม่เพียงเท่านี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ซึ่ง คสช.ตั้งมากับมือ ก็เคยเสนอเจาะจงไปว่าควรพิจารณาทบทวนบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในการเปิดหลักสูตรอบรม เนื่องจากการศึกษาพบว่ากระบวนการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมมีลักษณะของการ ‘ฝาก’ เข้ามา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การแก้ไขในเชิงรูปธรรมก็ไม่เกิดขึ้น โดยจะมีกรณีใกล้เคียงกับการได้ชื่อว่ามีการแก้ไขมากที่สุด คือ การกำหนดไว้ในหลักการของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระในทำนองว่ากรรมการองค์อิสระจะเข้ารับการศึกษาหรืออบรมในหลักสูตรหรือโครงการใดๆ มิได้ เว้นแต่เป็นหลักสูตร หรือโครงการที่องค์กรอิสระนั้นมีมติให้จัดขึ้นโดยเฉพาะสําหรับกรรมการองค์กรอิสระ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดพอสมควร และหลังจากสิ้นสุดอำนาจของ คสช. ก็ไม่เคยเห็นผู้มีอำนาจคนไหนพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ด้านหนึ่งหากพูดไปก็เหมือนเป็นการตำหนิคนของตัวเองที่เข้าไปสมัครเรียนตามหลักสูตรเหล่านี้
ดังนั้น ในกรณีที่ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ มีชื่อเป็นนักเรียนในหลักสูตรผู้บริหารยุคใหม่ในอนาคต วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่มีชื่อเล่นว่า ‘มินิ วปอ.’ ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่แกะกล่องของ วปอ. และมีเพื่อนร่วมรุ่นรวมกันมากถึง 150 คน จึงถือเป็นผลผลิตหนึ่งที่เกิดมาจากการปรับตัวของระบบอุปถัมภ์ในการเมืองไทย เพราะต่างฝายต่างอยู่ในสภาพน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า โดยทหารและใครต่อใครในรุ่นก็อยากมีว่าที่นายกฯ เป็นเพื่อน ส่วนว่าที่นายกฯ คนต่อไปก็อยากรู้จักคนมีสีมากขึ้น เพราะครอบครัวก็เคยได้รับบทเรียนจากทหารผ่านการรัฐประหารมาแล้วถึงสองครั้ง
ด้วยระบบที่ฝังรากลึกทำให้คนรุ่นใหม่ต้องมีวัตรปฏิบัติเช่นนี้ และคงจะแก้ไขได้ยาก เพราะจากปรากฎการณ์ ‘มินิ วปอ.’ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระบบอุปถัมภ์ได้มีการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นทางการ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะได้ให้เห็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ คงไกลออกจากความเป็นจริงมากขึ้นไปทุกที