ในซีซั่นที่ผ่านมา หงส์แดง หลุดวงโคจรการลุ้นแชมป์ไปพร้อมๆกับอายุที่มากขึ้นของกองกลางทั้งสามคน ไม่ว่าจะเป็น ฟาบินโญ่ วัย 29 ปี, จอร์แดน เฮนเดอร์สันวัย 32 ปี และเจมส์ มิลเนอร์วัย 37 ปี ทั้งสามคนต่างลงเล่นให้ลิเวอร์พูลมากกว่า 30 นัดในพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ก็ยังมี ติอาโก้ อัลคันตาร่า มิดฟิลด์วัย 32 ปี ซึ่งลงเล่นไป 18 นัดในซีซั่นที่แล้วอีกราย ทำให้เห็นว่า ลิเวอร์พูลยังขาดแผงมิดฟิลด์ที่มีพลังงานล้นเหลืออย่างที่เคยมี อย่างไรก็ตามตอนนี้พวกเขามีนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพแล้ว
แผงกองกลางที่ได้รับการปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็น โดมินิค โซโบซไล, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, ไรอัน กราเฟนแบร์ก และ วาตารุ เอ็นโด ดูเหมือนว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของซาลาห์ได้ดีขึ้น สังเกตได้จากการที่ดาวเตะอียิปต์ผู้นี้กลับคืนสู่ฟอร์มอันทรงพลังของเขา โดยทำไป 10 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงสนาม 12 นัด มีเพียงเออร์ลิง ฮาลันด์ เท่านั้นที่ทำได้ดีกว่า
ทีมของคล็อปป์แพ้เกมลีกเพียงเกมเดียวในฤดูกาลนี้ และนั่นเป็นเกมที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมากจากประเด็นของ VAR โดยพ่ายแพ้ต่อท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 2-1 ซึ่งพวกเขาจบเกมด้วยผู้เล่นเพียงเก้าคน
หากพวกเขาจะเอาชนะแมนฯ ซิตี้ที่เอติฮัดวันเสาร์นี้ พวกเขาจะขึ้นจ่าฝูงของตาราง และจากการที่ตอนนี้ เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ ซาลาห์ กลับสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดอีกครั้ง, ดาร์วิน นูนเญซ เริ่มยิงได้ต่อเนื่อง และการปรับปรุงแผงกองกลางที่ได้ผล ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะทำไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโอกาสทำได้ แต่คงไม่ง่าย
เกมบุกของ แมนฯซิตี้ ถือว่าซับซ้อนที่สุดในลีก หรือแทบจะในโลกก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมที่นั่งดูอยู่ในสนาม หรือแม้แต่ทางโทรทัศน์ ก็แทบจะไม่มีใครเดาทางออกเลยว่าพวกเขาจะเล่นจังหวะต่อไปแบบไหน จังหวะหลังจากนั้นจะทำอย่างไร ประกอบกับความแม่นยำในการจ่ายบอลของผู้เล่นทุกตำแหน่ง ก็คงยากที่ใครจะแย่งบอลกลับมาได้ แม้กระทั่งทีมที่เป็นเลิศด้านเพรสซิ่งอย่าง ลิเวอร์พูล ก็ตาม
ส่วนศึกครั้งนี้ทีมใดจะเป็นฝ่ายชนะ รอลุ้นกันได้ วันเสาร์นี้ 19.30 น.