STORY : ลดคาร์บอนการบิน 75% โดยไม่ลดเที่ยวบิน — งานวิจัยออกซ์ฟอร์ดเผยวิธีที่สายการบินทำได้เลยวันนี้
27 ก.พ. 2569
ถ้าบินได้เท่าเดิม แต่ลดมลพิษได้ถึง 75% แล้วทำไมสายการบินถึงยังไม่ทำ?
Nation Story
27 ก.พ. 2569
ถ้าบินได้เท่าเดิม แต่ลดมลพิษได้ถึง 75% แล้วทำไมสายการบินถึงยังไม่ทำ?
เวลาพูดถึง "ลดโลกร้อน" หลายคนนึกถึงการขับรถน้อยลง ลดพลาสติก หรือปิดไฟ แต่มีภาคส่วนหนึ่งที่มักหลุดออกจากวงสนทนานี้อยู่เสมอ นั่นก็คือ "อุตสาหกรรมการบิน" ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเท่ากับทั้งประเทศเยอรมนีรวมกัน ภายในปีเดียว
แต่ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกำลังบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง "บินน้อยลง" กับ "โลกที่ดีขึ้น" หากอุตสาหกรรมการบินยอมเปลี่ยนวิธีคิด
นักวิจัยวิเคราะห์เที่ยวบินพาณิชย์ กว่า 27 ล้านเที่ยว ในปี 2023 ครอบคลุมผู้โดยสารเกือบ 3,500 ล้านคน ใน 26,000 คู่เมืองทั่วโลก และสิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นน่าตกใจ
ในปีเดียว อุตสาหกรรมการบินปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมกัน 577 ล้านตัน และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ บางเส้นทางสร้างมลพิษ สูงกว่าเส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดถึง 30 เท่า ซึ่งหมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าการบินสร้างคาร์บอน แต่อยู่ที่ว่าเราบริหารมันได้แย่แค่ไหน
แล้วทางออกอยู่ที่ไหน?
ดร.มิลาน เคลอเวอร์ จากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุชัดว่า
"นโยบายที่เน้นประสิทธิภาพสามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้มากกว่าครึ่ง โดยไม่ต้องรอการพัฒนาเชื้อเพลิงแห่งอนาคต"
แค่การนำเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในฝูงบินปัจจุบันมาใช้ในเส้นทางที่เหมาะสมมากขึ้น สายการบินสามารถ ลดการปล่อยก๊าซได้ 11% ทันที โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่แม้แต่ลำเดียว
หากเดินหน้าต่อด้วยการเปลี่ยนมาใช้เครื่องบินรุ่นประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุดในตลาดปัจจุบัน เช่น Boeing 787-9 สำหรับเส้นทางไกล และ Airbus A321neo สำหรับเส้นทางสั้น-กลาง จะประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 25-28%
แน่นอนว่าการเปลี่ยนเครื่องบินทั้งฝูงไม่ใช่เรื่องง่ายในชั่วข้ามคืน ปัจจุบันมีเครื่องบินใหม่ที่ค้างส่งมอบทั่วโลก กว่า 5,000 ลำ เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้สายการบินจำนวนมากต้องใช้เครื่องรุ่นเก่าที่ปล่อยมลพิษสูงต่อไปก่อน
แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับทุกอย่าง...
หนึ่งในข้อค้นพบที่ท้าทายความคิดคนทำธุรกิจการบินมากที่สุดคือ ผังที่นั่ง
งานวิจัยพบว่าที่นั่งชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งปล่อยคาร์บอน สูงกว่าชั้นประหยัด 3-5 เท่า และบางกรณีสูงถึง 13 เท่า เนื่องจากกินพื้นที่บนเครื่องมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ศ.สเตฟาน กอสลิง จากมหาวิทยาลัยลินเนียส ผู้นำการวิจัย ชี้ตรงๆ ว่า
"การใช้พื้นที่อันมีค่าบนเครื่องบินไปกับที่นั่งระดับพรีเมียมที่กว้างขวางเกินไป ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง"
หากปรับมาใช้ผังที่นั่งชั้นประหยัดทั้งหมด เพื่อบรรทุกผู้โดยสารให้ได้มากขึ้น จะลดการปล่อยก๊าซได้เพิ่มอีก 22-57%
ตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้หนักขึ้นอีก: ประชากรโลกเพียง 1% เท่านั้นที่รับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซจากการบินถึง 50% ของทั้งหมด และมีเพียง 10% ของประชากรโลกที่ได้ขึ้นเครื่องบินสักครั้งในแต่ละปี
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของ ความเป็นธรรมทางสังคม ด้วย
ในปี 2023 อัตราการครองที่นั่งเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 79% และมีเที่ยวบินจำนวนมากที่บินโดยมีผู้โดยสาร เพียง 20% ของความจุ
หากสายการบินสามารถเพิ่มอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยเป็น 95% จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีก 16% จากระดับปัจจุบัน
ศ.กอสลิงวิจารณ์โมเดลธุรกิจสายการบินราคาถูกในปัจจุบัน ที่เน้นเพิ่มจำนวนเที่ยวแต่ผู้โดยสารไม่เต็ม และเสนอให้อุตสาหกรรมหันมา "บินน้อยลง เต็มขึ้น" แม้จะต้องปรับราคาตั๋วให้สะท้อนต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงก็ตาม
น่าสนใจว่างานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพการบิน สูงที่สุดในโลก ในปัจจุบัน ร่วมกับบราซิลและอินเดีย
ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ และออสเตรเลีย กลับมีอัตราการปล่อยคาร์บอนต่อผู้โดยสาร สูงที่สุด โดยสนามบินในแอตแลนตาและนิวยอร์กมีประสิทธิภาพ ต่ำกว่าสนามบินอาบูดาบีและมาดริดถึง 50%
นักวิจัยเสนอให้นำระบบ "Efficiency Ratings" มาใช้กับสายการบิน เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกสายการบินที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น เหมือนกับฉลากประหยัดไฟบนเครื่องใช้ไฟฟ้า
หากสายการบินไม่ปรับตัว นักวิจัยมองว่ารัฐอาจต้องเข้ามาแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด Carbon Intensity Caps หรือแม้แต่ แบนเครื่องบินรุ่นที่ปล่อยมลพิษสูงสุดออกจากการให้บริการ
ฝั่ง IATA ยืนยันว่าสายการบินมีแรงจูงใจทางธุรกิจอยู่แล้ว และมองว่าคำตอบระยะยาวยังอยู่ที่ เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) และการปรับปรุงเส้นทางเดินอากาศ
ตัวเลขจากงานวิจัยชิ้นนี้ชัดเจน: เครื่องมือในการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินมีอยู่แล้วทุกอย่าง ตั้งแต่การเลือกใช้เครื่องบิน ผังที่นั่ง ไปจนถึงการบริหารอัตราผู้โดยสาร สิ่งที่ขาดอยู่อาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็น เจตจำนง
คำถามที่เหลืออยู่คือ ในฐานะผู้โดยสาร เราจะรอให้สายการบินเปลี่ยนเอง หรือถึงเวลาที่เราต้องใช้ "อำนาจของการเลือก" เพื่อบังคับให้อุตสาหกรรมนี้รับผิดชอบต่อสิ่งที่ปล่อยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ?
