🔵[ทำไมพรรคนี้จึงโดนแรงกว่าปกติ]
ในความเป็นจริง ข่าวฉาวทางการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ พรรคเก่าแก่จำนวนมากผ่านเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันมาแล้ว แต่เหตุใดเมื่อเกิดกับพรรคประชาชน จึงดูรุนแรงเป็นพิเศษ
…คำตอบอยู่ที่ความคาดหวัง…
พรรคสร้างตัวตนบนภาพการเป็น “มาตรฐานใหม่ทางการเมือง” เมื่อประกาศความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจริยธรรมสูง สังคมย่อมใช้ไม้บรรทัดที่สูงกว่า หากเกิดกรณีคล้ายพรรคการเมืองแบบเดิม ความผิดหวังจึงคูณสอง
อีกเหตุผลคือฐานเสียงของพรรคยึดโยงกับความเชื่อทางคุณค่า ไม่ใช่เครือข่ายอุปถัมภ์ เมื่อความเชื่อสั่นคลอน การสนับสนุนจึงอาจถดถอยเร็วกว่าพรรคที่ยึดโยงผลประโยชน์เชิงพื้นที่
และสุดท้าย พรรคถูกมองว่าอาจเป็นตัวแปรเปลี่ยนสมดุลการเมืองของไทย คู่แข่งทางการเมือง สื่อ และกลไกตรวจสอบจึงจับตาเป็นพิเศษ ทุกความผิดพลาดจึงถูกขยายใหญ่กว่าปกติ
🔵[สัญญาณอ่อนแรง หรือเพียงช่วงเปลี่ยนผ่าน]
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าพรรคกำลังอ่อนแรงหรือไม่ แต่คือพรรคจะรับมือกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างไร พรรคการเมืองที่เติบโตเร็วแทบทุกพรรคต้องเผชิญจุดนี้เสมอ เพราะเมื่อจาก “ขบวนการทางการเมือง” กลายเป็น “สถาบันทางการเมือง” ความท้าทายจะเปลี่ยนจากการสร้างกระแส ไปสู่การสร้างระบบ ได้แก่ ระบบคัดเลือกคนต้องเข้มขึ้น ระบบวินัยพรรคต้องชัดขึ้น และระบบสื่อสารต้องมีชั้นเชิงมากขึ้น
หากพรรคสามารถจัดการปัญหาภายในอย่างตรงไปตรงมา ลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ และปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับการเป็นพรรคใหญ่ มรสุมครั้งนี้อาจกลายเป็นบทพิสูจน์ที่ทำให้พรรคแข็งแรงขึ้น
แต่หากยังปล่อยให้ข่าวฉาวเกิดซ้ำ โดยตอบสนองแบบตั้งรับหรือใช้ฐานแฟนคลับเป็นเกราะป้องกัน ความรู้สึก “ส้มอ่อนแรง” อาจค่อย ๆ แทรกซึมจากการเป็นเพียงวาทกรรม ไปสู่การรับรู้ของประชาชนจริง ๆ
การเมืองไทยในรอบหลายปีพิสูจน์แล้วว่า กระแสสามารถพาพรรคขึ้นสูงได้รวดเร็ว แต่สิ่งที่จะทำให้ยืนระยะได้ยาว คือความสามารถในการจัดการวิกฤตของตัวเอง
สองเดือนที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงพายุลูกแรก
คำถามคือพรรคจะใช้มันเป็นบทเรียน
หรือปล่อยให้มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียแรงส่งทางการเมืองในอนาคต
บทความโดย ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช