🔵 [คาดหวังต่ำ: เมื่อ AI คือสมรภูมิชี้ชะตา]
คาดหวังค่อนข้างต่ำ เพราะต่างก็เป็นคู่แข่งเรื่องอาวุธปัญญาประดิษฐ์ ประเด็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของช่องว่างระหว่างคู่แข่งทั้งสอง แต่ละฝ่ายคิดว่าตนเองจะชนะ และทั้งคู่เข้าใจถึงเดิมพันในการแข่งขัน ทรัมป์เป็นคนพูดเองว่า "ใครชนะในเรื่อง AI คนนั้นก็ชนะ" และทั้งสองฝ่ายต่างต่อต้านข้อจำกัดใดๆ ที่มีต่อภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์เชื่อว่า จีนกำลังตามหลังสหรัฐฯ ในด้าน AI และจะไม่ยอมให้มีการชะลอตัวของอุตสาหกรรมนี้ร่วมกัน และมักมองว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ที่จำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของตน เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของชาติตะวันตก ที่จะแย่งชิงอำนาจระดับโลกที่จีนควรมี
🔵 [บุคลิกที่ขัดแย้ง และจุดอ่อนของสองผู้นำ]
"ความไม่ลงรอยกันทางบุคลิกภาพ" ระหว่างทรัมป์ที่ชอบตัดสินใจแบบฉับพลัน และสี จิ้นผิงที่รอบคอบ ยังเป็นลางบอกเหตุถึงอุปสรรคในการตัดสินใจแบบฉับพลัน ระบบการเมืองของสหรัฐฯ และจีนแตกต่างกันมาก และต่างก็มีแนวโน้มที่จะต่อต้านกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่มีจุดร่วมใดๆ และแม้แต่ละฝ่ายต่างต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ขาดอำนาจต่อรองที่จะบังคับให้มีการประนีประนอม
คะแนนนิยมของทรัมป์ที่กำลังลดลงอย่างมาก ท่ามกลางสงครามอิหร่าน อาจทำให้บารมีระดับโลกของเขาลดลง เมื่อปีที่แล้ว เขาพบว่าภัยคุกคามจากจีนที่จะลดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ อาจขัดขวางการรุกทางการค้าของเขา ในขณะที่สี จิ้นผิง แม้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะพอใจการบริหารประเทศหรือไม่ กลับเผชิญกับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ
🔵 [ข้อจำกัดของการทูต: ภาพลักษณ์ vs สาระสำคัญ]
การประชุมสุดยอดระดับโลกส่วนใหญ่มักไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับการประชุมครั้งสำคัญในทศวรรษ 1970 ระหว่างประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน กับประธานเหมา เจ๋อตุง ผู้นำจีน ซึ่งมักทำให้รู้สึกไม่ประทับใจ
ทรัมป์มักจะให้ความสนใจต่อภาพลักษณ์ของการประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกมากกว่าสาระสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่การประชุมกับสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้ อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากนัก ส่วนการประชุมสุดยอดกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในสมัยแรกของเขา และการพบกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่ได้ผลอะไรมากไปกว่าภาพถ่ายของทรัมป์กับสองผู้นำเผด็จการที่ดูเหมือนเขาจะชื่นชม
ทรัมป์รอการเยือนของสี จิ้นผิง มาหลายเดือนแล้ว และต้องการที่จะแสดงออกถึงความเคารพอย่างสูง เช่นเดียวกับที่เขาแสดงออกเมื่อครั้งเดินทางไปปักกิ่งเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่เชื่อว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวอันใกล้ชิดกับผู้นำต่างประเทศ มีบทบาทชี้ขาดในกิจการระดับโลก ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์
ไลล์ โกลด์สตีน นักวิชาการอาวุโสและผู้อำนวยการโครงการเอเชียของสถาบันคลังสมอง Defense Priorities ให้ความเห็นว่า การพบกันถือเป็น "เรื่องดี" และการทูตระดับบุคคลระหว่างสี จิ้นผิง กับทรัมป์ ได้ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับความสัมพันธ์ และลดความตึงเครียดทางทหาร รวมถึงประเด็นเรื่องไต้หวัน
🔵 [ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการเล่นเกมยาวของจีน]
ส่วนทรัมป์ได้ยกระดับความเชื่อมั่นในบทบาทที่เขามองว่า "ขาดไม่ได้" นี้ไปอีกขั้น เช่น เขามักอวดอ้างถึง "ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยม" ที่มีต่อสี จิ้นผิง ระหว่างการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งห่างไกลจากประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญสูงสุด ตอนไปปักกิ่ง เขาก็ยังกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์นี้อย่างกระตือรือร้น โดยบอกกับผู้นำจีนด้วยว่า "ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนกับท่าน" และเสริมว่า "มีผู้คนกล่าวกันว่า นี่คือการประชุมสุดยอดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา"
ความมุ่งมั่นของทรัมป์ ในการปกป้องสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำ ทำให้เขาต้องลำบากหาข้อแก้ตัวให้พวกเขาด้วย เช่น ในเดือนกรกฎาคม เขาบอกนักข่าวว่า "เราก็ทำอะไรกับพวกเขาเหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายเดียวทำ" เมื่อถูกถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งของจีนในปี 2020
ทรัมป์ยังลดความสำคัญของข้อกล่าวอ้างที่ว่า จีนให้ภาพถ่ายดาวเทียมของฐานทัพในจอร์แดนแก่อิหร่าน ก่อนการโจมตีทหารสหรัฐฯ ตามรายงานของ Wall Street Journal
ในทางกลับกัน ผู้นำจีนไม่ค่อยแสดง "ความอบอุ่น" ส่วนตัวตอบแทนทรัมป์ แสดงให้เห็นสัญญาณของการ "เล่นเกมการทูตระยะยาว" ที่จะดำเนินต่อไปอีกนานหลังทรัมป์พ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่เขาก็ยังเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการสนทนาแบบไม่เป็นทางการมากกว่า หู จินเทา อดีตประธานาธิบดีผู้เคร่งขรึม เพียงแต่ยังคงถูกจำกัดด้วยพิธีการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและธรรมเนียมการทูตที่ระมัดระวัง จึงไม่มีทางที่จะเห็นท่าทีประจบประแจงอย่างโจ่งแจ้งที่ผู้นำคนอื่นๆ ชอบใช้ เพื่อดึงทรัมป์มาอยู่ข้างตัวเอง
🔵 [บทสรุป: ปิดตายข้อตกลง AI]
สุดท้ายคือ ท่าทีของทรัมป์ที่คัดค้านการออกกฎระเบียบควบคุมใดๆ ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกประเทศ ได้ปิดโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในประเด็นนี้ไปแล้ว แม้ว่าจีนจะปฏิเสธการถูกควบคุมจากภายนอก แต่ก็แสดงท่าทีเปิดกว้างมากขึ้นต่อการสร้างกลไกป้องกันเชิงสถาบันและฉันทามติระดับโลก เกี่ยวกับแนวทางการรับมือกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ AI แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจีนจะลงมือปฏิบัติจริงนอกเหนือไปจากคำพูดเชิงหลักการหรือไม่
เมื่อวันพุธ ฟู่ ชง ผู้แทนถาวรของจีนประจำสหประชาชาติ ได้โจมตี "ประเทศมหาอำนาจบางประเทศ" (สื่อถึงสหรัฐฯ) ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติร่วมกับผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ว่า ประเทศเหล่านั้นสร้าง "กลุ่มก้อนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบแคบๆ" และบีบบังคับให้ประเทศอื่นเลือกใช้เทคโนโลยีของตน แทนที่จะใช้เทคโนโลยีของจีน