svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ไลฟ์สไตล์

แฟชั่นของกางเกงในชาย เมื่อผู้ชายใส่กางเกงในผ้าลูกไม้

ถ้าหากคุณเป็นผู้ชาย คุณเคยลองใส่กางเกงในผ้าลูกไม้รึเปล่า? พอได้ฟังคำถามที่เกิดขึ้นหัวอาจจะเป็น แล้วทำไมกางเกงในที่ใส่อยู่ข้างในต้องใช้ผ้าลูกไม้? ทว่าอีกคำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ?

กลายเป็นไวรัลสุดฮือฮาในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อมีคนไปรีวิวกางเกงในผ้าลูกไม้ซีทรูสุดเซ็กซี่ จากแบรนด์ Tom Ford ซึ่งช็อป Tom Ford ที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซีนำเข้ามาแค่สองตัวในประเทศไทย ความฮือฮาไม่ได้มาจากราคาหรือการที่มีแค่สองตัวในประเทศไทย แต่มาจากการเป็นกางเกงในผ้าลูกไม้สำหรับผู้ชาย! สนนราคาอยู่ที่ 19,200 บาท

ภาพจาก Tom Ford

ที่จริงกางเกงในลูกไม้รุ่นนี้เป็นผลงานในคอลเลกชั่น Sprimg/Summer 2023 ที่หลายคนได้เห็นบนรันเวย์ไปแล้ว และเพิ่งจะออกวางขายได้ไม่นาน โดยในเว็บไซต์ของ Tom Ford เองก็ยังคงมีสินค้าชิ้นนี้อยู่ในราคา 520 ดอลลาร์สหรัฐฯ

กางเกงในผ้าลูกไม้สำหรับผู้ชาย อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นชิน ในขณะที่ผู้หญิงมีสิ่งนี้มานานแล้ว แต่ใช่ว่ามันจะเป็นสิ่งใหม่สีทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้เราก็เพิ่งจะเห็นแบรนด์ Wacoal ก็เพิ่งจะผลิตกางเกงใน boxer ลายลูกไม้สำหรับผู้ชายออกมาขาย และกลายเป็นไวรัลดังเช่นเดียวกัน

ภาพจาก Wacoal Thailand
 

หลายคนคงสงสัยว่ามีผู้ชายซื้อใส่จริงๆ ใช่ไหม

ตลาดกางเกงในผู้ชาย จะเรียกว่าเป็นตลาดแฟชั่นที่มีความอนุรักษนิยมสูงก็ว่าได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และมีผู้เล่นเจ้าตลาดอยู่เพียงไม่กี่เจ้าที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมาช้านาน ปัจจุบันหากเปรียบเทียบกับตลาดชุดชั้นในผู้หญิง ตลาดกางเกงในผู้ชายมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 40% เท่านั้น และหากดูจากยอดขายจะพบว่าตลาดที่ใหญ่ที่สุดยังเป็นสหรัฐอเมริกาที่ 17,780 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รองลงมาก็คือจีนที่ 16,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ,สหราชอาณาจักรที่ 3,388 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, ญี่ปุ่นที่ 3,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, อินเดียที่ 3,048 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

และรูปทรงกางเกงในที่เป็นที่นิยม ขายดิบขายดีมากที่สุดสำหรับผู้ชายก็คือ boxer brief รองลงมาก็คือ brief, trunk, boxer, และรูปทรงอื่นๆ ในขณะที่หากดูเรื่องเนื้อผ้าที่ใช้ทำกางเกงในสำหรับผู้ชายนั้น ผู้ชายยังคงนิยมกางเกงในที่ทอจากผ้าคอตตอนมากที่สุด ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 60% รองลงมาก็คือโพลีเอสเตอร์,  โมดัล (ผ้า eco ทำจากเส้นใยจากต้นบีช), ไนลอน, และอื่นๆ

ในขณะที่หากดูยี่ห้อที่ได้รับความนิยมก็จะเห็นว่า แบรนด์จากบริษัท PVH ซึ่งก็คือ Calvin Klein และ Tommy Hilfiger นอกจากนั้นยังมี Fruit of the Loom, และ Hanes—สามบริษัทหลักที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด—ตามมาด้วย Fast Retailing (บริษัทของ Uniqlo), Jockey, Boss, และ Ralph Lauren และสิ่งที่น่าสนใจก็คือผู้ชายยังชอบซื้อกางเกงในจากร้านค้าไม่ว่าจะในห้างหรือในซูเปอร์มาร์เก็ตมากกว่าจะซื้อจากออนไลน์ 
 

กางเกงในดูเหมือนจะเป็นสิ่งสามัญในตู้เสื้อผ้า ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทรนด์ใดๆ เพราะในการสวมใส่นั้นมันอยู่ข้างใน แทบไม่มีใครได้เห็น ซึ่งสิ่งนี้มันทำให้การเติบโตของแบรนด์กางเกงในเป็นไปได้ช้า เพราะมันแยกขาดจากเทรนด์ที่มักจะสร้างแรงจูงใจให้คนรู้สึกว่าเป็นของที่ต้องซื้อ ต้องมี จนเมื่อ Calvin Klein ปฏิวัติวงการการกางเกงในใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นไอเท็ม

ภาพจาก Calvin Klein

จากแอดโฆษณาของ มาร์กี มาร์ก (หรือ มาร์ก วาห์ลเบิร์ก) ในปี 1992 เรื่อยมาจากถึง นิค โจนาส, จัสติน บีเบอร์, และ จองกุก ในปัจจุบัน สิ่งที่ Calvin Klein ทำผ่านมาร์เก็ตติงของแบรนด์ ไม่เพียงแค่สร้างภาพของความเป็นผู้ชายที่เซ็กซี่และมาดแมนจากการใช้เซเลบริตี้สวมใส่กางเกงใน Calvin Klein ในแอดโฆษณา แต่สิ่งที่ประสบความสำเร็จไปมากกว่านั้นก็คือ การทำให้กางเกงในที่ควรจะเป็นไอเท็มไว้ใช้และซ่อนอยู่ข้างในไม่มีใครเห็น กลายมาเป็นไอเท็มไว้โชว์ ด้วยการโชว์ขอบกางเกงใน ขอบยางยืดที่มีคำว่า Calvin Klein กลายมาเป็นสัญลักษณ์การโชว์ที่บ่งบอกได้หลายอย่าง ทั้งความเป็นแฟชั่น เพราะแบรนด์ Calvin Klein ไม่ได้ขายแค่กางเกงใน แต่ยังถูกจัดประเภทเป็นแบรนด์แฟชั่นอีกด้วย และความหรูหรา เพราะกางเกงใน Calvin Klein ราคาสูงกว่ากางเกงในทั่วไป

ด้วยสเตตัสนี้เองจึงทำให้กางเกงใน Calvin Klein ประสบความสำเร็จและแตกต่างไปจากแบรนด์ที่ทำกางเกงในขายทั่วไป 

เราได้เห็นโมเดลนี้ในแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ ที่ทำให้กางเกงในรูปทรงคลาสสิกธรรมดา แต่ว่ามีขอบยางที่ปรากฏชื่อแบรนด์สามารถก้าวขึ้นมาได้รับความนิยมในฐานะแฟชั่นไอเท็มได้ ไม่ว่าจะเป็น Dolce&Gabbana, Versace, Celine, หรือ Balenciaga ในไทยเองก็มีแบรนด์อย่าง ISSUE ที่สามารถทำให้กางเกงในขอบยางโชว์ชื่อแบรนด์กลายมาเป็นไอเท็มที่ได้รับความนิยมได้ ซึ่ง ISSUE เองก็เป็นแบรนด์แฟชั่นที่มีชื่อเสียงมาก่อน โมเดลของกางเกงใน ISSUE ก็ไม่ต่างจาก Calvin Klein มากนัก เพราะมันยังพ่วงมาด้วยภาพลักษณ์ของการเป็นแฟชั่น ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์กางเกงในเฉยๆ

ภาพจาก Tom Ford

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งนี้มันก็อาจจะทำงานกับคนเพียงกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสเตตัสความเป็นแฟชั่น แม้กระทั่งกางเกงในที่โชว์ได้เพียงแค่ขอบ แต่ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ความเป็นแบรนด์แฟชั่นอาจจะไม่ได้มีผลมากนักเมื่อเทียบกับราคาที่เข้าถึงได้ เหมือนกางเกงในแบรนด์ MUNAFIE ที่สามารถสร้างความนิยมได้ด้วยราคาที่แสนจะถูกและดีไม่ดี อาจจะขายได้มากกว่า Calvin Klein ก็เป็นไปได้