เนชั่นทีวี

lifestyle1

Challengers ความสัมพันธ์ที่ตีโต้กันบนคอร์ตเทนนิส

03 พ.ค. 2567 | Tyler

Challengers ความสัมพันธ์ที่ตีโต้กันบนคอร์ตเทนนิส

Challengers เล่าเรื่องของคนสามคน ชาย 2 หญิง 1 ทั้งสามคนเป็นทั้งนักกีฬาและรู้จักกันผ่านกีฬาเทนนิส ความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นช่างเข้มข้นทั้งในและนอกสนาม ทั้งยังเร่าร้อนและวาบหวามตามสไตล์การกำกับของ ลูกา กัวดาญีโน ผู้กำกับ Call Me by Your Name

ถ้าคุณเป็นคนเล่นกีฬา คุณอาจเชื่อและเข้าใจเรื่องหนึ่งที่ว่า การแข่งขันคือภาพสะท้อนเนื้อตัวและสิ่งที่เราเป็น คือการเปิดเปลือยจิตใจและความรู้สึกต่อกัน และดูเหมือนว่านี่จะเป็นหัวใจสำคัญของ Challengers (2024) หนังยาวลำดับล่าสุดของ ลูกา กัวดาญีโน คนทำหนังชาวอิตาลีผู้เป็นที่รักจาก I Am Love (2009), A Bigger Splash (2015), Call Me by Your Name (2017)

ภาพจาก Metro-Goldwyn-Mayer Pictures Inc.

แพทริค (จอช โอคอนเนอร์) กับ อาร์ต (ไมค์ ไฟสต์) เป็นเพื่อนกันตั้งแต่วัยเด็กและเติบโตขึ้นมาในรั้วโรงเรียนแห่งเดียวกัน กลายเป็นนักเทนนิสในสนามเดียวกัน วัยหนุ่มของทั้งคู่พลุ่งพล่านแทบจะถึงขีดสุดเมื่อพวกเขาได้เจอกับ ทาชิ (เซนเดย์อา) นักเทนนิสสาวดาวรุ่งอนาคตไกล ความสัมพันธ์ของทั้งสามเข้มข้นและชวนสับสนอยู่ระยะหนึ่ง ทาชิคบหากับแพทริคหากแล้วก็เลิกราเมื่อชีวิตของเธอเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะที่อาร์ต—ซึ่งเริ่มห่างจากแพทริค—ยังตั้งหน้าตั้งตาอยากเป็นนักกีฬาที่ดีต่อไป อีกหลายปีต่อมา อาร์ตคบหาและแต่งงานสร้างครอบครัวกับทาชิ พร้อมกันกับที่ตระหนักดีว่าจิตใจและร่างกายโหยหาการปลดระวางจากการเป็นนักกีฬาอาชีพ ทว่า นั่นก็เป็นช่วงที่แพทริค เพื่อนเก่าของเขา—และคนรักเก่าของเธอ—หวนกลับเข้ามาในชีวิตและในการแข่งขันพอดี
 

ว่าไปแล้ว ภาพรวมของ Challengers ก็หาได้หลุดพ้นไปจากฌ็อง (genre) หนังที่ว่าด้วยรักสามเส้าเรื่องอื่นๆ ทั้งหลายอย่าง Jules and Jim (1962) หนังขึ้นหิ้งของ ฟร็องซัวส์ ทรูโฟต์, Y tu mamá también (2001) ว่าด้วยหนึ่งสาวสองชายโดย อัลฟอนโซ กัวรอน และแม้แต่ Pearl Harbor (2001) กับตำนานรักแสนโศกของนายทหารเพื่อนรักกับนางพยาบาลกลางสมรภูมิรบจาก ไมเคิล เบย์ หากแต่กัวดาญีโนหยิบจับเอากีฬาเป็นเครื่องมือในการเล่าความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสาม และเด็ดขาดกว่านั้น เขายังใช้จุดแข็งของตัวเองอย่างการดึงเอาเสน่ห์นักแสดงและแรงดึงดูดอันเข้มข้นระหว่างกันมาใช้เล่าเรื่องได้อย่างหมดจด

ภาพจาก Metro-Goldwyn-Mayer Pictures Inc.

หากคุณเป็นแฟนหนังของกัวดาญีโน น่าจะจดจำเอกลักษณ์สำคัญประการหนึ่งของเขาได้ นั่นคือเขามักทำหนังที่ทั้ง 'เซ็กซี่' และ 'วาบหวาม' ตัวละครมักเผชิญหน้ากับแรงดึงดูดทางเพศระหว่างกัน ไม่ว่าจะ A Bigger Splash กับสายตาเย้ายวนทรงเสน่ห์ของเด็กสาวกับผัวหนุ่มของนักร้องหญิงรุ่นใหญ่, คุณครูสอนเต้นกับนักเรียนหญิงใน Suspiria (2018), ช่วงเวลาแรกรักของหนุ่มน้อยกับชายหนุ่มในฤดูร้อนหนึ่งของอิตาลีจาก Call Me by Your Name ตลอดจนหนังลำดับล่าสุดของเขาอย่าง Bones and All (2022) ซึ่งจับจ้องไปยังคู่รักนักกินคนที่ต่างปรารถนากันและกันอย่างแรงกล้า
 

กล่าวสำหรับ Challengers แรงปรารถนาที่ว่านี้ก็หาได้เกิดขึ้นแค่กับชายหนุ่มทั้งสองต่อหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในเรื่อง หากแต่มันปรากฏขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองด้วย อาร์ตที่เฝ้ามองแพทริคคบหากับหญิงสาวที่เขาหลงรัก หากแต่นั่นก็ไม่ใช่สายตาของความเศร้าสร้อยหรือปลดปลงเสียทีเดียว มันปะปนอยู่กับความหลงใหลและปรารถนาบางอย่าง และในมุมกลับกัน นั่นก็อาจเป็นสายตาที่แพทริคมองมายังเขาขณะเป็นสามีของทาชิก็เป็นได้ หนังสำรวจประเด็นทางเพศซึ่งเลื่อนไหลและไม่มีคำตอบตายตัวนัก เป็นดังที่ทาชิตั้งคำถามต่อประวัติความเป็นมาของเด็กหนุ่มทั้งสองเมื่อเธอเจอพวกเขาในวันแรก พูดอย่างถึงที่สุด แพทริคกับอาร์ต 'ข้ามพ้นวัย' และแตกหนุ่มมาด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางเพศของกันและกันเสียด้วยซ้ำ

ทว่า หนังไม่ได้เล่าเรื่องตามลำดับเวลา กลับกัน กัวดาญีโนตั้งใจเล่าตัดสลับช่วงเวลาต่างๆ อย่างชาญฉลาดและแม่นยำ หนังฉายให้เห็นช่วงเวลาปัจจุบันของอาร์ตและทาชิซึ่งเป็นสามีภรรยานักกีฬาชื่อดังที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เธอเป็นเสมือนโค้ชส่วนตัวของเขา และต้องหาทางรับมือกับปัญหาการขาดความมั่นใจ (หรืออย่างน้อย เธอก็เข้าใจเช่นนั้น) ของอาร์ตที่ทำให้ฟอร์มการเล่นหล่นร่วงลงทุกวัน อีกด้านหนึ่ง หนังเล่าถึงชีวิตของแพทริควัยผู้ใหญ่ที่จนกรอบและต้องนอนพักอยู่บนรถตัวเองก่อนวันแข่งเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรม การกระโจนลงสนามแข่งเทนนิสคือการประคองชีพของเขาวันต่อวัน ก่อนที่หนังจะตัดสลับกลับไปยังอดีตตั้งแต่นักกีฬาหนุ่มน้อยทั้งสองยังเล่นเทนนิสประเภทคู่ และตัดกลับมาอีกครั้งในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นนานนับสิบปี หรืออาจจะแค่สองสัปดาห์ หรือแม้แต่คืนเดียว

ภาพจาก Metro-Goldwyn-Mayer Pictures Inc.

และดังที่กล่าวไปเมื่อย่อหน้าแรก หากคุณเคยเล่นกีฬาและเคยลงแข่งขัน คุณย่อมเข้าใจดีว่าในบางมิติแล้วมันสะท้อนเนื้อตัว สะท้อนสิ่งที่เราเป็นมากเพียงใด ยิ่งกับกีฬาที่ต้องมีคู่ต่อสู้เฉพาะอย่างเทนนิสหรือมวย การแข่งขันคือการเปิดเปลื้องเนื้อตัวของเราต่อฝ่ายตรงข้าม มันคือการฉายให้เห็นเนื้อในตัวเองในโมงยามที่อาจเป็นได้ทั้งชัยชนะและพ่ายแพ้ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการกัดฟันสู้เอาเป็นเอาตายหรือถอดใจในเสี้ยววินาทีใดวินาทีหนึ่ง

กัวดาญีโนฉายให้เห็นบุคลิกบางประการของตัวละครผ่าน 'สไตล์' การเล่นกีฬาของพวกเขา คนแบบทาชิที่ไม่อาจรักอะไรไปได้มากกว่าเทนนิสและอนาคตอันสว่างไสวของเธอก็ดับหายไปจากอุบัติเหตุอันน่าเศร้า ทุกลมหายใจของเธอจึงมีแค่เทนนิส เธอมองหาคนที่จะมาเป็นตัวแทนเธอลงเล่นเกมดีๆ เพราะเธอทำเองไม่ได้ กระทั่งเมื่อแขวนแร็กเก็ต เธอยังดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่กับโลกของนักกีฬา ไม่ว่าจะการตามข่าว การวิเคราะห์สถานการณ์คู่แข่งหรือแม้แต่เฝ้าผลักดันสามีตัวเอง

ขณะที่อาร์ตเป็นนักกีฬาที่ดี การแข่งขันของอาร์ตเป็นการแข่งขันที่เรียบร้อย และอาจจะกล่าวได้ว่าปราศจากความทะเยอทะยาน เป็นคนประเภทที่คอยเก็บแต้มทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อยๆ โดยไม่บุ่มบ่ามวัดใจใดๆ เป็นเสมือนขั้วตรงข้ามของแพทริค ชายที่เห็นได้ชัดว่าเปี่ยมพรสวรรค์หากแต่ก็ไม่อยู่กับร่องกับรอย ควบคุมยาก (และตัวแพทริคก็รู้ข้อเสียของอาร์ตดี สะท้อนผ่านฉากที่เขากระตุ้นเร้าให้เพื่อนรักสำแดงความเป็น 'งูพิษ' ออกมาทั้งในแง่ชีวิตรักและชีวิตการแข่งขัน) และสำหรับทาชิ นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเธอจึงเลือกอยู่กับเขาไม่ได้ แพทริคดื้อดึงเกินไป เย่อหยิ่งเกินไปสำหรับเธอ เทียบกันกับอาร์ตที่เชื่อฟังกว่า พร้อมจะเป็นร่างทรงของการเป็นนักกีฬาให้เธอได้มากกว่า 

และ Challengers ก็อาจพูดถึงประเด็นนี้ นั่นคือในแง่ของความรัก เราอาจเลือกอยู่กับคนที่เราอยู่ด้วยได้ ไม่ใช่คนที่เราหลงใหลหรือใฝ่หาแต่แรก—แต่นั่นก็หาใช่เป็นคำตอบชั่วนิรันดร์ของความสัมพันธ์ใดๆ และเหลี่ยมมุมนี้ก็ยิ่งแหลมคมขึ้นเมื่ออาร์ตทำท่าว่าอยากจะแขวนแร็กเก็ตไปใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายและง่ายกว่าการเป็นนักกีฬาแม้ว่านั่นจะทำให้ทาชิต้องไปจากเขา อีกฟากหนึ่ง แพทริคก็มีท่าทีอยากกลับมาลงเล่นอย่างจริงจังอีกครั้ง และสำหรับทาชิ อะไรจะเร่าร้อนไปกว่าการที่นักกีฬาผู้เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์และทะเยอทะยานอยากกลับมา 'เอาจริง' อีกครั้ง

ภาพจาก Metro-Goldwyn-Mayer Pictures Inc.

อย่างไรก็ดี ที่จะไม่กล่าวถึงเสียไม่ได้คืองานดนตรีของ เทรนต์ เรซเนอร์ และ แอตทิคัส รอสส์ คู่หูคนดนตรีแห่ง Nine Inch Nails ที่จับมือทำเพลงให้กัวดาญีโนมาตั้งแต่ Bones and All ซึ่งการกลับมาใน Challengers คราวนี้ก็ 'เดือด' อย่างที่สุด จนแทบจะกล่าวได้ว่าดนตรีประกอบหนังแทบจะเป็นอีกผู้เล่นคนสำคัญของเกม จนไม่แปลกใจที่ตัวดนตรีจะถูกพูดถึงหนาหูตั้งแต่หนังออกฉายแรกๆ เช่นเดียวกันกับงานกำกับภาพของ สอง—สยมภู มุกดีพร้อม ผู้กอดคอทำงานกับกัวดาญีโนจาก Call Me by Your Name และ Suspiria ซึ่งงานภาพของเขาใน Challengers ถือว่าท้าทายและเดือดดาลผิดหูผิดตา ด้วยการกระชากกล้องรับทั้งหน้านักแสดง, การถ่ายเสยขึ้นมาจากพื้น, หรือแม้แต่การเป็นมุมมองของลูกเทนนิส!

หากจะมีสักอย่างที่น่าเสียดายคือดูเหมือนรอบฉาย Challengers จะน้อยมากจนน่าใจหาย ทั้งที่จริงๆ มันถือเป็นหนังกีฬาที่สำรวจประเด็นเรื่องความสัมพันธ์และการเป็นมนุษย์ได้ดีมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
 

ข่าวล่าสุด