แม้ว่านี่นะเป็นข่าวดี แต่ก็มีความแคลงใจเกิดขึ้นในหมู่ผู้รอชมภาพยนตร์ เพราะเวลาที่ผันผ่านน่าจะทำให้มีอะไรเปลี่ยนไปไม่น้อย
หลังจาก Sunrise ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาให้รับชมกัน คนดูที่ติดตามเฟรนไชส์ก็ได้เห็นว่า ภาพยนตร์ Mobile Suit Gundam SEED Freedom ถูกสร้างด้วยการนำเอาเทคโนโลยียุคปัจจุบัน ที่ผสมผสานภาพวาดสองมิติกับภาพคอมพิวเตอร์สามมิติ อย่างไรก็ตาม แฟนคลับของอนิเมะชุดนี้ยัง รู้สึกว่าการผสมผสานกันยังมีความแปลกตาอยู่บ้าง
จนกระทั่งตัวอย่างภาพยนตร์ฉบับเต็มออกมาให้รับชม งานภาพนั้นมีความสมบูรณ์มากขึ้น และในตัวอย่างหนังยังเปิดเผยว่า นักพากย์ชุดเก่ากลับมารับบทเดิมของตัวเองกันเกือบครบถ้วน มิหนำซ้ำยังมีนักพากย์มืออาชีพเข้ามาร่วมสมทบอีกหลายท่าน รวมถึงมี วิน โมริซากิ (Win Morisaki) ศิลปินชาวเมียนมาที่ทำงานในญี่ปุ่นมานาน และเคยแสดงภาพยนตร์ Ready Player One (2018) มาร่วมรับบทในหนังเรื่องใหม่
ทางทีมผู้สร้างภาพยนตร์ยังสร้างความไฮป์ผ่านเสียงเพลง ด้วยการดึงตัวศิลปินนักร้องที่เคยร่วมงานกับ Gundam SEED มาก่อน ให้กลับมาร้องเพลงของตัวภาพยนตร์ ซึ่งมีทั้ง ทาคาโนริ นิชิคาวะ (Takanori Nishikawa) หรือ T.M.Revolution กลับมาทำหน้าที่ร้องเพลงเปิด, วงดนตรี See-Saw กลับมาร้องเพลงใหม่ในรอบสองทศวรรษ, มิกะ นากาชิมะ (Mika Nakashima) มาร่วมร้องเพลงเสริมในเรื่อง, และยังดึงเอา นามิ ทามากิ (Nami Tamaki) มาร่วมร้อง ‘เพลงสนับสนุนอย่างเป็นทางการ’ อีกหนึ่งเพลงด้วย
เนื้อเรื่องของ Mobile Suit Gundam SEED Freedom เกิดขึ้นใรปีคอสมิกอีราที่ 45 หรือประมาณเกือบสองปีให้หลังจากเหตุการณ์ใน Mobile Suit Gundam SEED Destiny แม้ว่ามหาอำนาจในโลกจะพยายามจับมือกันรักษาความสงบเอาไว้ แต่กลุ่มนักค้าอาวุธก็ยังพยายามก่อความวุ่นวายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก
ด้วยเหตุนี้ชาติมหาอำนาจจึงรวมตัวกันก่อตั้ง คอมพาส (COMPS - Compulsory Observational Making Peace Service) องค์กรรักษาความสงบ ที่ ‘ลักส์ ไคลน์’ ได้ตอบรับคำเชิญมาเป็นผู้นำ ส่วน ‘คิระ ยามาโตะ’ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยสู้รบขององค์กรดังกล่าว
การต่อสู้ที่เหมือนจะไม่มีวันจบลงทำให้ คิระเกิดคำถามในใจว่าเขาจะต้องต่อสู้ไปอีกยาวนานขนาดไหน และภารกิจใหม่ของคอมพาส นำพาให้พวกเขาต้องเดินทางไปยัง ฟาวน์เดชั่น (Foundation) ประเทศเล็กๆ ที่เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน แต่มีอำนาจด้านการทหารและเศรษฐกิจที่เติบโต โดยประเทศดังกล่าวแจ้งว่ามีข้อมูลที่อยู่ผู้นำของกลุ่มค้าอาวุธ
แต่เรื่องดังกล่าว อาจจะเป็นชนวนทำให้โลกต้องตกลงไปในวังวนแห่งความวุ่นวายอีกครั้ง
จากเรื่องย่อเบื้องต้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า Sunrise เจตนาวางพล็อตเรื่องให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้คนดูภาคเก่ากลับมาต่อติดกับหนังได้ทันทีตั้งแต่นาทีแรกของเรื่อง ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าไม่เคยดู Gundam SEED กับ Gundam SEED Destiny มาก่อนอาจจะมีความมึนงงสักหน่อย ถึงช่วงต้นของหนังจะปูพื้นให้เล็กน้อยก็ตาม
ถ้าให้เทียบกันกับเรื่องอื่นๆ ในวงการภาพยนตร์ Mobile Suit Gundam SEED Freedom นับว่ามีความใกล้เคียงกับ Avengers: Endgame (2019) อยู่มาก ทั้งการทำหน้าที่เป็นบทส่งท้ายให้กับตัวละครที่แฟนๆ คลั่งไคล้, อัดแน่นด้วยฉากต่อสู้ที่เมามัน, ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการสร้างงานภาพ, และมีการเขียนบทพูดของตัวละครให้ระลึกถึงผลงานในอดีตตลอดเรื่อง
องค์ประกอบที่ว่าไปทั้งหมดอาจจะไม่ได้ทำให้หนังทุกเรื่องน่าเข้าไปตามไฮป์ ตามกรี๊ด หากผู้สร้างไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความรักต่อตัวผลงานต้นฉบับ และความเคารพต่อแฟนคลับที่เฝ้ารอคอยให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กลายเป็นความจริง
จึงไม่แปลกนัก หากใครที่ไปรับดูหนังเรื่องนี้แล้วจะได้ยินเสียงปรบมือกและเสียงหัวเราะจากแฟนๆ ที่เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องตลอดทั้งเรื่อง เพราะมันสมราคาที่พวกเขารอมาเกือบ 20 ปี