ก็อดซิลลาสร้างลำแสงลมหายใจปรมาณูจากพลังงานปรมาณูแบบฟิชชั่นที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งก็คือปฏิกิริยาลูกโซ่การสลายตัวของธาตุใหญ่ เช่น ยูเรเนียม หรือพลูโตเนียม ให้เป็นธาตุที่เล็กลง พลังงานที่ได้จากปฏิกิริยาดังกล่าวที่มีจำนวนมหาศาลได้ผ่านจากร่างกายของก็อดซิลลาออกมาทางปาก และพ่นไปยังเป้าหมายเป็นการทำลายล้างที่ประกอบไปด้วยสององค์ประกอบหลัก โดยเทียบกับระเบิดปรมาณูที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างแรกคือ แรงระเบิดและพลังงานความร้อนอันมหาศาลที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ จนแม้แต่โลหะยังหลอมละลายหรืออาจจะระเหิดกลายเป็นไอได้ด้วยซ้ำ ซึ่งพลังงานส่วนนี้คิดเป็น 95% ของพลังงานทั้งหมด ส่วนที่เหลือคือรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมา ถึงแม้จะคิดเป็นสัดส่วนของพลังที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับพลังการทำลายล้าง แต่ที่จริงแล้วรังสีเหล่านี้เรียกว่าเป็นรังสีมรณะที่อาจจะเป็นอันตรายต่อคนที่อยู่ไกลออกไปได้ และจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบจากรังสีจากลมหายใจปรมาณูของก็อดซิลลานี้อาจจะพุ่งสูงมากกว่าคนที่โดยแรงระเบิดกับพลังงานความร้อนจากตรงกลางด้วยซ้ำ
ทีนี้เรามาดูกันว่ารังสีมรณะนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง โดยปกติสารกัมมันตรังสีจะปลดปล่อยรังสีออกมา 3 ชนิด คือ แกมมา เบตา และแอลฟา โดยเรียงตามขนาดของมวลจากน้อยไปมาก
เริ่มต้นจาก รังสีแกมมา ที่เป็นรังสีจากกลุ่มคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ย่านต่างๆ อาจจะมีตั้งแต่ความถี่สูงอย่าง X-ray จนไปถึงระดับความถี่ต่ำอย่างไมโครเวฟ โดยปกติรังสีเหล่านี้จะไม่ค่อยทำอันตรกิริยา (interaction) กับมวลสารหรือร่างกายของมนุษย์มากนัก แต่หากจำนวนที่ปลดปล่อยออกมานั้นมหาศาล ย่อมต้องมีพลังงานตกค้างจากรังสีแกมมาบนร่างกายมนุษย์บ้าง หากได้รับตรงๆ วิธีการที่จะป้องกันร่างกายเราจากรังสีชนิดนี้คือการหลบอยู่ภายในพื้นที่ที่มีโลหะหนักกำบัง ซึ่งโลหะที่มีความหนาแน่นและกำบังกัมมันตภาพรังสีได้ดีที่สุดคือตะกั่ว อาจจะต้องใช้ตะกั่วที่มีความหนาเป็นเมตรในการกำบังรังสีดังกล่าวที่เกิดจากโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชัน
รังสีต่อมาที่น่าจะออกมาจากลมหายใจมรณะนั่นคือ รังสีเบตา หรือที่จริงแล้วมันคืออิเล็กตรอนพลังงานสูงที่วิ่งด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง แม้จะไม่ได้มีอำนาจทะลุทะลวงสูงเหมือนรังสีแกมมา แต่มันสามารถทิ้งพลังงานไว้ที่เนื้อเยื่อร่างกายได้ดีกว่า ทำให้มีความน่ากลัวเช่นกันหากได้รับตรงๆ ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยแผ่นไม้หนาๆ
รังสีที่สามคือ รังสีแอลฟา หรือเป็นนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม เป็นรังสีที่มีความสามารถในการทะลุทะลวงต่ำที่สุดและมีมวลมากที่สุด เราใช้แผ่นกระดาษ A4 แผ่นเดียวก็สามารถกันได้โดยไม่ต้องกังวลการแพร่กระจายใดๆ อ่านแล้วเหมือนจะอันตรายน้อยสุด แต่หากมันหลุดรอดมาได้ ด้วยความที่มันเป็นอนุภาคใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ทำให้พลังงานทั้งหมดจะถูกดูดซับบนร่างกาย และยิ่งร่างกายได้รับพลังงานจากรังสีมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อบนร่างกายที่ประกอบไปด้วยโปรตีนเป็นหลักเกิดการสลายตัวด้วยกระบวนการโปรตีนเสื่อมสภาพ (protein denaturation) เนื่องจากไม่สามารถคงสภาพหรือรูปร่างเดิมได้ อันเป็นเหตุทำให้เกิดสภาวะอวัยวะหยุดการทำงานและตายลงในที่สุด
ระดับพลังงานรังสีที่ได้กล่าวไป อ้างอิงจากการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ระดับก็อดซิลลาต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ออกมาจากปากของก็อดซิลลาก็เหมือนกับพลังงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปล่อยออกมากว่าพันปี เพราะด้วยความเข้มและแสงสีฟ้าที่เรามองเห็น นั่นคือการที่รังสีที่ออกมานั้นทำอันตรกิริยากับอากาศโดยรอบ แล้วเกิดการแตกตัวของประจุหรือ ionization นอกจากปลดปล่อยแสงสีฟ้าแล้ว ยังปลดปล่อยรังสีแกมมา เบตา และแอลฟามหาศาลไปยังพื้นที่โดยรอบ นั่นทำให้พื้นที่ที่ได้รับรังสีจะเป็นแหล่งกัมมันตภาพรังสีไปอีกหลายร้อยหลายพันปี ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนสามารถทนกับสภาพแวดล้อมนั้นได้ หรืออาจจะตายแม้เพียงเข้าไปใกล้จากจุดดังกล่าวในรัศมีหลายกิโลเมตรด้วยซ้ำ
ทุกครั้งที่เราเห็นก็อดซิลลาในหนังพ่นรังสีมรณะนั้นออกมา ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้างจะสลายตัวไปเลย แต่ทำให้บริเวณนั้นอยู่ต่อไม่ได้อีกหลายชั่วคน ซึ่งก็อดซิลลาไม่ใช่สัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตอื่นเลย หากพิจารณาตามหลักฟิสิกส์ที่เราประเมินตามที่ได้กล่าวไป ถึงแม้ในหนังบางภาคจะยกให้ตัวละครก็อดซิลลาเป็นเหมือนเป็นผู้พิทักษ์ค่อยปกปักษ์รักษาชีวิตพวกเรา จากสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่อื่นๆ โดยการโจมตีด้วยลมหายใจมรณะ แต่นั่นก็ทำให้สิ่งมีชีวิตโดยรอบไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในบริเวณเดิมแน่นอน
เป็นยังไงกันบ้างครับ อ่านกันมาถึงขนาดนี้เริ่มกลัวสิ่งที่ก็อดซิลลาผู้ปกป้องได้ฝากไว้กับลมหายใจมรณะรึยัง คราวหน้าเราจะเขียนหรือพูดถึงอะไรโดยพยายามเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์ไปจับบ้าง เตรียมรออ่านกันได้เลย สำหรับวันนี้ขอไปวนดูหนังเรื่องนี้อีกสักรอบแล้วกันนะครับ และขอให้มันเป็นแค่จินตนาการจากหนังดีกว่า เพราะไม่อย่างนั้น เราคงต้องย้ายไปอยู่ดาวดวงใหม่กันจริงๆ
ข้อมูลอ้างอิง
บทความโดย ดร. ถกล ตั้งผาติ