วันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในกรณีการห้ามนำและใช้ครีมกันแดดมีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท โดยอาศัยข้อมูลทางวิชาการระบุว่า สารเคมีบางชนิดมีส่วนผสมเป็นพิษต่อแนวปะการัง

สารต้องห้ามในครีมกันแดด ที่ระบุในราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ได้แก่

  1. Oxybenzone หรือ Benzophenon-3
  2. Octinoxate หรือ Ethylhexyl
  3. 4-Methylbenzylid Camphor
  4. Butylparaben

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ใช่ที่แรกที่ตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยชาติแรกผู้ริเริ่มขึ้นมาคือ “ปาเลา” ประเทศหมู่เกาะในทวีปโอเชียเนีย ที่ออกประกาศห้ามใช้ครีมกันแดดมีสารอันตรายไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 63 เช่นเดียวกับหมู่เกาะแคริเบียน หมู่เกาะเวอร์จิน และมลรัฐฮาวาย ก็ออกประกาศห้ามใช้ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ผลกระทบจากครีมกันแดด เรื่องเล็กน้อยที่ถูกมองข้าม

เดิมผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ก็สร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ปะการังมากอยู่แล้ว  ไม่นับรวมถึงอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นทำให้ธรรมชาติของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป แต่จากงานวิจัยชิ้นใหม่ต่างออกมายืนยันว่า “ครีมกันแดด” ก็เป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะมีสารเคมีที่สร้างผลกระทบต่อปะการังอยู่ด้วย

 

ผลกระทบที่เกิดจากสารกันแดดมีตั้งแต่ การทำลายสาหร่าย Zooxanthalle สาหร่ายขนาดเล็กที่มีหน้าที่ในการผลิตอาหารให้ปะการัง สร้างความเสียหายในระดับ DNA แก่ปะการังที่โตเต็มที่ ขัดขวางระบบสืบพันธุ์ ทำให้เซลล์ตัวอ่อนของปะการังพิการ จนเกิดการฟอกขาวและตายไปในที่สุด

 

มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณสารอันตรายในครีมกันแดดที่ถูกชะล้างลงสู่ท้องทะเลมีมากกว่า 14,000 ตัน ทั้งจากช่วงเวลาที่เราลงเล่นน้ำและตอนอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เป็นไปได้ว่าแนวปะการังกว่า 10% ทั่วโลกถูกปกคลุมและได้รับผลกระทบจากสารเคมีเหล่านี้ งานวิจัยยังระบุอีกว่าปริมาณแค่ “62 ส่วนต่อล้านล้าน” ก็เป็นพิษต่อปะการังแล้ว  แต่จากการตรวจสอบในหมู่เกาะฮาวาย พบความเข้มข้นของสารเคมีถึง 800-19,000 ส่วน ส่วนหมู่เกาะเวอร์จินยิ่งแล้วใหญ่กับปริมาณถึง 250,000 ส่วน

 

อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อปะการังมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 1998 ปะการังทั่วโลกตายพร้อมกันถึง 16% แต่ในบ้านเราจะเห็นชัดที่สุดในปี 2010 ที่หมู่เกาะสุรินทร์ในจังหวัดพังงา กับปรากฏการณ์ฟอกขาวครั้งใหญ่ทำให้ปะการังตายไปกว่า 90% เป็นผลกระทบอันชัดเจนจนนักสิ่งแวดล้อมและคนในประเทศต้องหันกลับมาสนใจ

 

เลือกซื้อให้ดี ช่วยปะการัง ช่วยโลก

การห้ามใช้สารเคมีกลุ่มนี้อาจทำให้การเลือกซื้อครีมกันแดดทำได้ยากและวุ่นวายขึ้น แต่จะไม่ให้ใช้กันเลยคงไม่ได้ ยิ่งกับแดดแรงๆแบบในบ้านเรา อย่างไรก็ตามมีวิธีการเลือกซื้อครีมกันแดดเพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  • เลือกใช้ครีมกันแดดที่ระบุว่า “reef-safe” , “Ocean Friendly” , หรือมีตราสัญลักษณ์ “Protect Land  & Sea” แต่ควรตรวจสอบส่วนผสมข้างขวดเพิ่มเติมตอนเลือกซื้อ
  • เลือกใช้ครีมกันแดดแบบกันน้ำ จะช่วยลดการชะล้างลงสู่ทะเลได้ในช่วงเวลาที่ทำกิจกรรม
  • เลือกใช้ครีมกันแดดที่สามารถย่อยสลายได้เองโดยธรรมชาติเพื่อลดผลกระทบตกค้าง
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนที่ช่วยในการกันแดดได้ อาทิ น้ำมันมะพร้าว
  • เลือกใช้ครีมกันแดดในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินความจำเป็น และอาจใช้เสื้อผ้า/อุปกรณ์อื่นช่วยบังแดดเพิ่มเติม
  • หลีกเลี่ยงการใช้ครีมกันแดดแบบพ่น เพราะมีโอกาสจะฟุ้งบนพื้นทรายและถูกพัดพาลงไปในทะเล

 

ขั้นตอนทั้งหมดเป็นแค่จุดเริ่มต้น ถึงช่วยลดผลกระทบลงได้มาก แต่ประกาศฉบับนี้ป้องกันแค่เฉพาะพื้นที่อุทยานฯแต่ไม่ได้ห้ามใช้งานทั้งประเทศ สารอันตรายต่อปะการังเองก็ไม่ได้มีเพียง 4 ตัวในรายชื่อ อีกหลายชนิดก็ส่งผลกระทบต่อปะการังไม่แพ้กัน เช่น

  • Para-aminobenzoic acid (PABA)
  • Triclosan (TCS)
  • Phthalates
  • Formaldehyde
  • Cyclomethicone (ซิลิโคน)
  • สารกันแดดในรูปแบบไมโครพลาสติก และเม็ดบีดทุกชนิด

 

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสารในครีมกันแดดที่มีผลเสียต่อปะการัง ดังนั้นประกาศของกรมอุทยานฯในครั้งนี้จึงเป็นแค่ก้าวแรกแห่งการเปลี่ยนแปลง อาจยังไม่พอจะช่วยฟื้นฟูปะการังที่เสียหาย แต่ก็น่าจะช่วยให้ผู้คนหันมาใส่ใจเพิ่มขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี