ปรับขนาดตัวอักษร

"พาณิชย์" ขอนักลงทุนญี่ปุ่นมั่นใจไทย เปิดประตูสู่อาเซียน

เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก

-

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต้อนรับในการประชุม "Symposium On Thailand 4.0 towards connected industries" เมื่อวันที่ 12 ก.ย.นี้ว่า คณะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ รวม 429 บริษัท จำนวน 588 ราย และสื่อมวลชน 22 ราย นับเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ในโอccกาสครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ และข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ เจเทป้า จะครบรอบ 10 ปี ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ เช่นกัน

พาณิชย์ ขอนักลงทุนญี่ปุ่นมั่นใจไทย เปิดประตูสู่อาเซียน


สำหรับการเยือนของคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นครั้งนี้ นับเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แนบแน่น ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงการอำนวยความสะดวกในการค้า ให้คล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) จึงได้ปรับปรุงขั้นตอน แก้ไขกฎระเบียบ และวางนโยบายการดำเนินงาน ที่เชื่อมั่นว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติ และนำไปสู่การค้าการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน หลังเสร็จสิ้นการสัมมนา Symposium on Thailand 4.0 Towards Connected Industries นี้แล้ว ในช่วงบ่ายของวันนี้ นักธุรกิจไทยและญี่ปุ่นรวมกันประมาณ 1,200 ราย จะได้มีโอกาสพบปะ หารือ ตามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นการจัด Business Matching ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันและมิตรภาพที่ยาวนานต่อไปและกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองร่วมขับเคลื่อนธุรกิจของท่าน ทั้งการค้าการลงทุนในประเทศไทย การทำธุรกิจร่วมกันระหว่างไทยและญี่ปุ่นในอาเซียน และทุกแห่งทั่วโลก


นายฮิโรยูกิ อิชิเกะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(เจโทร) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ไทยและญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างมาก และจากการที่ เจโทร ได้จัดงานซิมโปเซียม โดยเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไปเยือนที่กรุงโตเกียว และมีนักธุรกิจร่วมงาน 1,000 คน ซึ่งงานครั้งก็เช่นกันเป็นโอกาสดีในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์โอกาสครบ 130 ปี ไทย-ญี่ปุ่น ให้แนบแน่นขึ้น



ทั้งนี้ ปัจจุบัน นักธุรกิจญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเป็นมูลค่ารวม 7.15 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น40% ของการลงทุนจากทั่วโลก และบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว 5,000 บริษัท ถือว่ามากที่สุดในโลก แต่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป มีอัตราการเกิดต่ำ มีสัดส่วนผู้สูงวัยมากขึ้น ส่งผลทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้ประเทศเวียดนามผงาดขึ้น ซึ่งนักธุรกิจญี่ปุ่น จึงเห็นถึงความคลุมเครือที่เกิดขึ้น และได้ลดการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมของไทยลง


โดยปัจจุบัน รัฐบาลไทยได้ออกนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" และมีโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นตัวเชื่อมโยงกำหนดอนาคตไทยและญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นมองว่า การขับเคลื่อน "ประเทศไทย4.0" ไทยไม่ควรมองแค่ตลาดในประเทศ แต่ควรมองภาพใหญ่ในอาเซียน และไทยต้องเป็น "ฮับ"สำคัญในการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ซึ่งการจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าว ไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ซึ่งญี่ปุ่นพร้อมให้ความร่วมมือในพื้นที่อีอีซี,นักธุรกิจญี่ปุ่นต้องการให้ลุ่มน้ำโขงเป็นฮับโลจีสติกส์ ซึ่งประเทศไทยจะต้องเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบับไปท่าเรือต่างๆ ด้านพิธีการศุลกากรจะต้องมีความสะดวก และซอฟต์แวร์ต่างๆ ให้ดี รวมถึง ไทยจะให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นที่เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่จะช่วยสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆอย่างไร



นายฮิโรยูกิ กล่าวอีกว่า ประเทศญี่ปุ่นจะสร้างนวัตกรรมใหม่ ร่วมกันระหว่างบริษัทไทยและญี่ปุ่น เช่น การเชื่อมโยงอุตสาหกรรม(คอนเน็ตเต็ดอินดัสตรี) ซึ่งจะเริ่มนำร่องจาก 4 บริษัทที่ได้มีข้อตกลงกันแล้วในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา โดยจะเป็นโครงการนำร่องและจะเป็นกุญแจสำคัญกำหนดอนาคตที่สดใส และการจับคู่ธุรกิจจะมีมากขึ้น สุดท้ายนี้ เพื่อให้คณะกรรมการอีอีซี ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทางญี่ปุ่น จะตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาอีอีซี ในเจซีซีกรุงเทพ

"ญี่ปุ่นคาดหวังให้ประเทศไทยรับฟังคำร้องขอของนักธุรกิจญี่ปุ่น ในเรื่อง การให้คำมั่นสัญญาที่แข็งแกร่งจากรัฐบาลไทย และหวังว่า สัมมนาในวันนี่จะเชื่อมความสัมพ้นธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ซี่งการจับคู่ธุรกิจจะช่วยสร้างความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศมากขึ้น"นายฮิโรยูกิ กล่าว

Tag : #พาณิชย์

192.168.52.211