ปรับขนาดตัวอักษร

ประธานเฟด สาขามินิอาโพลิส ฟันธง ระบบแบงก์สหรัฐมีเงินไม่พอรับมือวิกฤตศก.

วัชรา จรูญสันติกุล วัชรา จรูญสันติกุล |
- views
ประธานเฟด สาขามินิอาโพลิส ฟันธง ระบบแบงก์สหรัฐมีเงินไม่พอรับมือวิกฤตศก.

ประธานเฟด สาขามินิอาโพลิส ชี้ระบบแบงก์สหรัฐยังมีเงินทุนไม่เพียงพอในการรับมือวิกฤติการเงินรอบใหม่ จี้แบงก์จำเป็นต้องเพิ่มทุนใหม่เพื่อให้มีเงินทุนสำรอง 50% ของพอร์ตลงทุนและสินเชื่อ หลังจากพบว่าปัจจุบันระบบแบงก์สหรัฐยังมีความเสี่ยงสูงอาจเกิดภาวะขาดทุนได้หากว่าราคาสินทรัพย์ทางการเงินในตลาดมีการปรับตัวลดลง 20%


ขณะที่รายงานเป็นทางการล่าสุด ระบุว่าหนี้ครัวเรือนของคนอเมริกันมีจำนวนพุ่งขึ้นเป็นยอดรวมถึง 12.7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมีสัดส่วนเท่ากับ 65% ของจีดีพี ในจำนวนนี้เป็นหนี้กู้ซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์สูงถึง 8.48 ล้านล้านดอลลาร์

ทางด้านโกลด์แมน แซคส์ ชี้เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเกิดโอเวอร์ฮีต ซึ่งมีความร้อนแรงจนเกินไปในขณะนี้ ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงที่อัตราเติบโตในระดับ 6.5% ก็ตาม คาดแรงกดดันของสงครามค่าเงินและสงครามการค้าของทรัมป์ที่มีต่อจีน อาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้จีนต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความร้อนแรง


1.Neel Kashkari ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขามินิอาโพลิส ออกมาระบุว่าระบบแบงก์สหรัฐขาดแคลนเงินทุนที่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์วิกฤติการเงินรอบใหม่ เพราะอาจมีความเสียหายเกิดขึ้นถ้าราคาสินทรัพย์ในตลาดมีการปรับตัวลดลง 20% ก็จะทำให้แบงก์มีการขาดทุนได้ ทำให้ระบบแบงก์จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อให้เงินทุนสำรองมีมากถึง 50% จึงจะป้องกันความเสียหายได้

เนื่องจากวิกฤติการเงินสหรัฐที่เกิดขึ้นในรอบที่ผ่านมาในปี 2008 นั้น ที่เริ่มมาจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับเลห์แมน บราเธอร์ส ในขณะนั้น ที่มีเงินทุนในสัดส่วนเพียง 3% ของพอร์ตการลงทุนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดฟองสบู่แตกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนกระทบเป็นลูกโซ่ต่อพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ รวมถึงพอร์ตสินเชื่อในระบบแบงก์สหรัฐกลายเป็นวิกฤตการณ์ซับไพร์มอย่างที่รู้จักกัน โดยทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจในทั้งระบบเป็นมูลค่ามากกว่า 12.8 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นจากบทเรียนที่เกิดขึ้นระบบแบงก์จำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองอย่างน้อยที่สุด 20%



2.ขณะที่รายงานเป็นทางการล่าสุดของเฟด สาขานิวยอร์ก ระบุว่าหนี้ครัวเรือนของคนอเมริกันมีจำนวนพุ่งขึ้นเป็นยอดรวมถึง 12.7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมีสัดส่วนเท่ากับ 65% ของจีดีพี เมื่อสิ้นวันที่ 31 ธันวาคม 2016 แต่เมื่อเทียบกับช่วงเกิดวิกฤติการเงินปี 2008 หนี้ครัวเรือนของคนอเมริกันสูงถึง 85% ของจีดีพีขณะนั้น หรือเป็นยอดรวม 12.8 ล้านล้านดอลลาร์

ในจำนวนนี้เป็นหนี้กู้ซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนมากที่สุดสูงถึง 8.48 ล้านล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นหนี้ของระบบการศึกษามากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนที่เป็นหนี้ Credit Cards มีสัดส่วนสูงเท่ากับ 7.79 แสนล้านดอลลาร์

โดยที่สัญญาณการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่เป็นเดือนต่อเดือนนั้น เกิดจากการกู้ยืมซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อบ้าน 1.6% สินเชื่อรถยนต์เพิ่มขึ้น 1.9% สินเชื่อ Credit Cards เพิ่มขึ้น 4.3% และสินเชื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น 2.4% ในขณะที่ทรัมป์กำลังวางแผนการจะยกเลิกกฎหมาย Dodd-Krank เพื่อให้ระบบแบงก์สหรัฐกลับมาทำหน้าที่ปล่อยกู้ในอนาคตได้เพิ่มขึ้น



3.บทวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ยังมีภาวะที่ร้อนแรงจนเกินไป หรือ Overheat ถึงแม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงที่ระดับ 6.5% ก็ตาม เนื่องจากในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในเดือนเดียวสูงถึง 3.74 ล้านล้านหยวน หรือราว 5.45 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ระบบธนาคารในจีนมีการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นมาก เป็นสัญญาณที่ชี้ว่าเศรษฐกิจจีนยังมีการลงทุนที่อยู่ในภาวะ Over Investment โดยเฉพาะเป็นโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Subways ต่างๆ เป็นต้น

และในภาวะที่กำลังเจอแรงกดดันจากประธานิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจจะเหมือนเป็นยาชูกำลังที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจต้องเร่งการปฏิรูปเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาทรัมป์กล่าวหาจีนในเรื่องของการปั่นเงินหยวนให้ลดค่าเงินเพื่อความได้เปรียบทางการค้า คาดว่าจะสร้างแรงกดดันของสงครามค่าเงินและสงครามการค้าของทรัมป์ที่มีต่อจีน จะเป็นแรงกระตุ้นให้จีนจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจในที่สุด



4.ขณะที่ธนาคารกลางจีนรายงานล่าสุดในเดือนมกราคมปีนี้ว่า มีเป้าหมายที่จะรักษาปริมาณเงินให้เพิ่มขึ้นในระบบที่ระดับ 11.3% โดยเป็นการขยายตัวเป็นเม็ดเงินสูงถึง 3.74 ล้านล้านหยวน หรือ 5.45 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมูลค่าที่เทียบเท่ากับขนาดจีดีพีของสวีเดน หรือโปแลนด์

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบแบงก์ของจีน ยังส่งผลให้การเป็นหนี้เพิ่มขึ้นด้วยจากการปล่อยสินเชื่อของแบงก์ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง โดยปัจจุบันหนี้ทั้งประเทศของจีนมีสัดส่วนสูงถึง 260% ของจีดีพี จากที่เคยอยู่ในระดับ 160% ของจีดีพีในปี 2008 และถูกประเมินว่าจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นต่อเนื่องถึงระดับ 320% จีดีพีในช่วงสองปีข้างหน้านี้



5.การเจรจาต่อสัญญาเงินกู้ช่วยเหลือของกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ต้องถูกเลื่อนออกไป หลังจากกระแสข่าว Grexit ที่กรีซจะโหวตออกจากอียูตามมาหลอกหลอน หลังจากพบว่าในช่วง 45 วันล่าสุดมีการแห่ถอนเงินออกจากระบบธนาคารมากถึง 2.5 พันล้านยูโร และทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกนอกประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการควบคุมการถอนเงินต่อครั้งไม่เกิน 1,800 ยูโรก็ตาม

โดยที่สัญญาณการแห่ถอนเงินที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดกระแสว่าทางการกรีซอาจต้องเพิ่มมาตรการควบคุมการถอนเงิน รวมทั้งสกัดไม่ให้เงินไหลออกที่เข้มข้นมากขึ้น






โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสมอย่างวิญญูชนพึงกระทำพร้อมลงนาม
  2. ทีม www.nationtv.tv ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบข้อความที่หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย
  3. ไม่ควรใช้ ถ้อยคำที่หยาบคายดูหมิ่นส่อเสียดกล่าวหา ให้ร้ายผู้อื่น หรือสร้างความแตกแยก ในสังคม
  4. ทุกความคิดเห็นนั้นไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการ จัดทำเว็บไซต์และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย ได้ทุกกรณีประกอบกับทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นโดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็น

แสดงความคิดเห็น

192.168.52.213