Search

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
live
ปรับขนาดตัวอักษร

เวลานี้โรคที่กำลังเป็นที่กล่าวขานมาก คงเป็น " โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" เพราะล่าสุดวันนี้ 25 ส.ค. อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็อ้างว่าเป็นโรคนี้ แล้วไม่มาฟังพิพากษาคดีจำนำข้าว (แต่ศาลไม่เชื่อ..และออกหมายจับ)

โรคความดันน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือที่เรียกว่า โรคมีเนีย (Meneire"s disease) คำว่า มีเนีย เป็นชื่อของศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส ที่ได้รายงานสถานการณ์ของผู้ป่วยเอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ.2404)

ระยะแรกไม่ค่อยมีใครเชื่อถือนัก แต่หลังจากนั้นอีกประมาณ 100 ปี คนจึงเริ่มรู้จักกลุ่มอาการป่วยชนิดนี้มากขึ้น

น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากความดันน้ำในหูชั้นในที่เรียกว่า Endolymph มากผิดปกติ ทำให้หูชั้นใน ซึ่งทำหน้าที่รับเสียง และรับการทรง ตัวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โดย Endolymph มีเกลือแร่สำคัญ คือ โปรแตสเซียม ถ้าไปปนกับน้ำส่วนอื่น ๆ

หูจะทำงานไม่ได้ เยื่อต่าง ๆ ในหูชั้นในแตก พบมากในวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ผู้ชายและผู้หญิงเป็นพอ ๆ กัน แต่ดูเหมือนว่า ผู้หญิงจะเป็นมากกว่านิดหน่อย

สาเหตุของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เนื่องจากหูคนเราประกอบด้วยหูชั้นนอก, หูชั้นกลางและหูชั้นใน หูชั้นในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนมีลักษณะคล้ายก้นหอยทำหน้าที่รับเสียง กับส่วนที่เป็นอวัยวะรูปเกือกม้า 3 อันมารวมกันทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว

หูชั้นในนอกจากจะแบ่งตามหน้าที่แล้วยังแบ่งตามโครงสร้างเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระดูก กับส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ส่วนที่เป็นกระดูกจะห่อหุ้มส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ภายในส่วนเยื่อหุ้มภายในจะมีของเหลวอยู่ เมื่อเกิดพยาธิสภาพของโรคมีเนีย ของเหลวที่อยู่ภายในจะคั่งมาก ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก

แรงดันที่เพิ่มขึ้นในหูชั้นในจะขัดขวางการทำงานของกระแสประสาทที่เกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัว ทำให้สูญเสียการได้ยินและสมดุลย์เกิดอาการเวียนศีรษะเมื่อแรงดันมากขึ้นผู้ป่วยจะรู้สึกตึง ๆ ในหูข้างที่ผิดปกติ

สำหรับสาเหตุที่แน่ชัดของโรคยังไม่ทราบ แต่มีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการดำเนินโรค และการดูแลรักษา เช่น การติดเชื้อไวรัส ซิฟิลิส เป็นหัดเยอรมัน คางทูม และยังพบว่าอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูง คือ อาหารที่มีรสเค็ม สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้ เช่นเดียวกับ ความเครียดต่อร่างกาย และจิตใจ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา

อาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน จะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน หูอื้อ เสียงดังในหู อาการตึง ๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ อาการจะเป็นมากขึ้น อาจต้องหยุดงาน เนื่องจากอาการเวียนศีรษะที่รุนแรง หรือสูญเสียการได้ยินแบบถาวร และอาจลุกลามไปยังหูอีกข้างหนึ่งได้



สำหรับ การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน อยู่ที่ระยะของโรค ซึ่งมี 4 ระยะด้วยกันคือ

ระยะแรกสามารถที่จะหายได้เป็นปกติ โดยการดูแลร่างกายตามคำแนะนำของแพทย์

ระยะที่ 2หูเริ่มเสื่อม มีเสียงในหู เวียนศีรษะ เป็น ๆ หาย ๆ แต่จะเป็นไม่มาก ระยะนี้อาจต้องรับประทานยาเป็นประจำต่อเนื่อง

ระยะที่ 3 และ 4ใช้ยาฉีด หรือ ผ่าตัด โดยแพทย์จะฉีดยาเข้าไปที่หูข้างในโดยตรง เพื่อทำลายเซลส์ที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ถ้าเซลส์ตายอาการ ดังกล่าวหายไป ก็ไม่ต้องผ่าตัด

การรักษาทางยา- ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดสภาวะอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน- ยาลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน ควรใช้ในขณะที่มีอาการเท่านั้น- ยากล่อมประสาท และยานอนหลับ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและนอนหลับได้เป็นปกติ- ยาขยายหลอดเลือด ช่วยลดอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน

สำหรับการปฏิบัติตัว เพื่อให้ผู้ป่วยลดภาวะอาการของโรคโรคน้ำในหูไม่เท่ากันในชีวิตประจำวัน
- ลดภาวะเครียด ควบคุมอารมณ์ให้เบิกบานแจ่มใส และลดงานบางอย่างที่มากจนเกินไป- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ- พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับ ถ้ามีเสียงรบกวนในหูมากจนทำให้นอนไม่หลับ ข้อแนะนำที่ดีคือเปิดเพลงเบา ๆ ขณะนอนเพื่อกลบเสียงที่รบกวนในหูให้หมดไป- หลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้ คือ ชา กาแฟ เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้อาการแย่ลง- การบริหารระบบการทรงตัว เป็นการบริหารศีรษะและการทรงตัวทำให้สมองสามารถปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น- พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น ในที่มีเสียงดัง แสงแดดจ้าหรืออากาศร้อนอบอ้าว เป็นต้น- การควบคุมอาหาร โดยลดอาหารที่มีรสเค็มโดยจำกัดเกลือฯลฯ

192.168.52.212