ย้อนรอยผลงานของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” กับการขึ้นชกบนสังเวียน ONE ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ที่โกยรายได้เป็นกอบเป็นกำ พร้อมส่องชีวิตนอกสังเวียนและการวางแผนอนาคต

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

หากจะพูดถึงนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งบนเวที ONE คงหนีไม่พ้น “ดิไอรอนแมน” รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยขาบู๊วัย 24 ปีจาก อ.ป่าพยอม จ.พัทลุง ที่ไต่เต้าจากความยากลำบากกระทั่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ซึ่งมีครบทั้งชื่อเสียงและเงินทอง


แม้จะได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จ แต่ รถถัง ก็ยังตัดสินใจพุ่งชนความท้าทายใหม่ในปี 2565 ด้วยการหันไปชกในกติกาพิเศษมวยไทย-การต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ครั้งแรกในชีวิต เพื่อวัดฝีมือกับเจ้าตำนานแชมป์โลก 12 สมัยผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง “Mighty Mouse” ดิมิเทรียส จอห์นสัน หรือ “ดีเจ” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ย้อนผลงานและส่องชีวิตนอกสังเวียน "รถถัง" หลังโกยหลายล้านในครึ่งปี
ถึงแม้กำปั้นขาบู๊ชาวไทยจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน รวมถึงพยายามสู้สุดใจชนิดที่ยอมหลับไม่ยอมแท็ป แต่ด้วยประสบการณ์ที่เป็นรอง ทำให้ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของ “ดีเจ” ได้ โดนรัดคอพ่ายซับมิชชันไปในยกที่ 2 เท่านั้น

หลังจากใช้เวลาหลบเลียแผลใจไม่นาน ในที่สุด รถถัง ก็กลับชกในกติกาที่ตัวเองถนัดอีกครั้ง เพื่อเป็นหนึ่งใน 8 ขุนพล ลงชิงชัยศึก ONE มวยไทย เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ รุ่นฟลายเวต เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาคือแชมป์ผู้ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง

รถถัง vs จาค็อบ (20 พ.ค.65)
และในด่านแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รถถัง ก็ทำให้เห็นอีกครั้งว่าเขาคือของจริงบนเวที เมื่อเป็นฝ่ายไล่ทุบเอาชนะ “จาค็อบ สมิธ” คู่ต่อกรหน้าใหม่จากอังกฤษ ที่ประเดิมสังเวียนกับ ONE ครั้งแรกไปอย่างขาดลอย ขยับสถิติไร้พ่ายในกติกามวยไทยเพิ่มเป็น 11 ไฟต์ติดต่อกัน ตีตั๋วเข้าสู่รอบตัดเชือก พร้อมกับคว้าโบนัสก้อนโตไปเป็นของแถมอีกด้วย


จากฟอร์มแกร่งเกินต้าน ทำให้แชมป์โลกชาวไทยสามารถโกยเงินจากการชกทั้ง 2 ไฟต์ไปแล้วหลายล้านบาทแค่เพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2565 โดยแบ่งเป็นค่าตัวที่สูงถึง 7 หลักในแต่ละไฟต์ บวกกับโบนัส 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นรายได้ที่ใครหลายคนเห็นแล้วต้องอิจฉา

อย่างไรก็ตาม แม้จะก้าวขึ้นมาเป็น “นักมวยเงินล้าน” ในปัจจุบัน แต่ รถถัง กลับไม่ลืมที่คืนกำไรสู่สังคม ด้วยการนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งไปทำบุญในโอกาสต่าง ๆ ทั้งการช่วยเหลือผู้ที่กำลังลำบาก โดยนำของส่วนตัวไปร่วมประมูลเพื่อการกุศล รวมถึงการบริจาคเงินและอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนเก่าที่ จ.พัทลุง เพื่อส่งต่อความฝันให้กับรุ่นน้อง

ย้อนผลงานและส่องชีวิตนอกสังเวียน "รถถัง" หลังโกยหลายล้านในครึ่งปี
ที่สำคัญ รถถัง ไม่เคยลืมผู้มีพระคุณที่อยู่เบื้องหลัง โดยหลังจบการชกในไฟต์ล่าสุดก็กลับไปยังบ้านเกิด เพื่อซื้อทองเป็นของขวัญให้กับพ่อและแม่ ซึ่งเปรียบเสมือนลมใต้ปีกที่ช่วยเป็นพลังแรงใจ ให้เขาประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้


ล่าสุด ราชันมวยไทย รุ่นฟลายเวต ตัดสินใจมอบรางวัลชิ้นใหญ่ให้กับชีวิต ด้วยการซื้อบ้านหลังแรกในย่านบางกรวย จ.นนทบุรี มูลค่ากว่า 4.8 ล้านบาท ไม่รวมงบตกแต่งเพิ่มเติมอีกราว 1 ล้านบาท โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

ย้อนผลงานและส่องชีวิตนอกสังเวียน "รถถัง" หลังโกยหลายล้านในครึ่งปี
แม้จะได้เงินก้อนโตมาในระยะเวลาไม่นาน แต่ รถถัง ก็รู้วิธีที่จะจัดการเงินก้อนนั้นอย่างมีแบบแผนเพื่ออนาคตของครอบครัวและตนเอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีในการวางแผนชีวิตของนักมวยที่อายุงานบนเส้นทางอาชีพนั้นมีค่อนข้างจำกัด


แต่สำหรับเส้นทางนักสู้ของ รถถัง ดูเหมือนจะยังอีกยาวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจสำคัญที่รออยู่ในศึก ONE มวยไทย เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ รุ่นฟลายเวตการ โดยจะพบกับ “ซาวาส ไมเคิล” กำปั้นจอมบู๊ชาวไซปรัสในรอบรองชนะเลิศ เพื่อลุ้นคว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศและการคว้าเข็มขัดสีเงินอันทรงเกียรติมาครอง