ขณะที่ในเส้นทางการชกมวยก็เดินทางควบคู่กันไป มีสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดหวังซะมากกว่า โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ในโอลิมปิกเกมส์ ปี2004 ที่เอเธนส์ "สมจิตร" ในวัย 29 ปีตอนนั้น ถูกยกให้เป็นความหวังเทียบเท่ากับ "มนัส บุญจำนงค์" , "วรพจน์ เพชรขุ้ม" และ "สุริยา ปราสาทหินพิมาย" แต่สุดท้าย "สมจิตร" ก็โดนโชคชะตาเล่นงานอีกครั้ง เมื่อเขาพบกับความพ่ายแพ้ ไปไม่พ้นในรอบสอง และดูเหมือนว่า อาจต้องปิดฉากความหวังและความฝันในการคว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิก
ความพ่ายแพ้ครั้งนั้น ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่.. ความคิดล้มเลิกและการแขวนนวมแล่นเข้ามาในหัว แต่สุดท้าย "สมจิตร" ก็กลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง ในโอลิมปิกเกมส์ ปี 2008 ที่ปักกิ่ง.. 4 ปีก่อนหน้าเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะลืม แต่ก็ไม่ควรค่าที่จะจดจำ ความพ่ายแพ้ทำให้เขาซุ่มซ้อมและพยายามมากขึ้น จนนำไปสู่ความสำเร็จ เขาคว้าเหรียญทองมาครองให้กับทัพนักกีฬาไทยในวัย 33 ปี 7 เดือน นับว่าเป็นสถิตินักมวยอายุเยอะสุด ที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกในขณะนั้น.. จนเกิดวลีเด็ด "ผมเหนื่อยมาเยอะ ผมเจ็บมาเยอะ" ที่เป็นคำติดหูเมื่อพูดถึงชื่อเขา
ความพ่ายแพ้ในสังเวียน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพ่ายแพ้ในชีวิตจริงเสมอไป.. ในวันนี้ "สมจิตร" มีทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับชีวิตเขาเองในวัยเด็ก เขาเดินทางกลับบ้านไปหาแม่ด้วยชุดผู้พันเต็มยศ และสิ่งที่เขาได้ทำเป็นสิ่งแรกหลังจากถึงบ้าน ก็คือก้มกราบเท้าแม่.. นับเป็นภาพที่น่าปลาบปลื้มใจ.. ด้วยความกตัญญู , ความมุมานะ , ความพยายาม และความอดทนไม่ย้อท้อต่ออุปสรรค ทำให้เขามีความสำเร็จได้ในทุกวันนี้...